
กลับมาแล้วจ้า! มหากาพย์ company culture training series กว่าจะกลับมาตั้งตัว ปั่นบล๊อกต่อได้ เดี๊ยนกดปุ่ม pause อยู่นานเหมือนกันค่ะ เพราะที่บ้านเจอโควิดเล่นงานจนชีวิตป่วน ไปไม่เป็นเสียสติไปพักหนึ่ง แต่ก็ถือว่า เอาวะ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ มันอาจจะมีอะไรที่ทำให้เราต้องกดปุ่ม เพื่อหยุด ทบทวน ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ แล้วพร้อมเพย์ (เพื่อช้อป online ต่อไป 555) มาค่ะ มาว่ากันต่อ ถึงมหากาพย์การทำเทรนนิ่ง เรื่อง company culture ซีรี่ส์ episode สุดท้ายแล้วจ้า ฮึบ ฮึบ!!
ความเดิมสองตอนที่แล้ว (หาอ่าน part 1 และ 2 ได้จากโพสต์เก่า) เราติ่งเอาไว้ที่จะ test น้อง ๆ เรื่อง company culture กัน แล้วดูว่า แต่ละแผนก score เป็นอย่างไรกันบ้าง คำถามคือ สอบมันก็ดีอยู่ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาสามารถ apply ไปใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับการทำงานได้ ขั้นตอนนี้จึงเข้ามาตอบโจทย์ค่ะ นั่นก็คือ
Make Company Culture Audit
Audit หมายถึง การตรวจสอบภายในองค์กร ว่าสิ่งที่พนักงานแสดงออกเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เราต้องการ ว่ามีความแตกต่างมากน้อยอย่างไร ข้อมูลในการ audit เป็นประโยชน์อย่างมาก ถือเป็นกระจกส่องถึงคุณภาพงานด้านต่าง ๆ ในช่วงนั้น สามารถนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนา ปรับปรุง ต่อยอด หรือแม้แต่เปรียบเทียบกับคู่แข่งเพื่อให้เรายังคง competitive คือยังพอแข่งกับเขา และอยู่ได้ในตลาดอะนะ
(ที่มา : เดี๊ยนเอง)
สำหรับ การทำ audit เรื่อง company culture ก็เช่นกัน มันคือการทดสอบว่า พนักงานสามารถประยุกต์เอาไอเดียหลัก ๆ ของ company culture ไปใช้ในการทำงานในแต่ละวัน หรือแสดงออกให้ลูกค้าเห็นตาม core values (ค่านิยมหลักๆ) ที่โพทะนาไว้ในสื่อต่าง ๆ หรือเปล่า ไม่ใช่แค่ขายฝันอย่างเดียว
การทำ culture audit ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย แต่ขอสรุปแนวทางสั้น ๆ ไว้ 3 ขั้นตอน ดังนี้เด้อ
Step 1 – Planning
– ทำ action plan เรื่อง culture audit ขึ้นมา
– ใน action plan ต้องประกอบไปด้วย key actions ที่เรากำลังจะทำ วัตถุประสงค์ (purpose) และ กรอบเวลา (timeframe) ในแต่ละหัวเรื่อง
Step 2 – Communication
– นำ action plan นี้ไปขายหัวหน้าก่อน เค้าโอเคไหม อยากให้เพิ่มเติม ปรับตรงไหน
– เรา กับนาย จูงมือกันไปหา GM (นายเบอร์หนึ่งในหน่วยงานของเรา) เค้าต้องเอากับเราด้วยนะ หรือถ้าเค้าสั่งให้ทำนี่ เข้าทางเลย ง่าย… เพราะถ้ามันออกจากปากนายใหญ่เอง ความร่วมมือมันจะมาจากทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็วฉับไว ยิ่งกว่าศรีสวัสดิ์เงินติดล้อเสียอีก เหอ เหอ
– พรีเซ้นท์ action plan ของเรา ให้หัวหน้าทุกภาคส่วนรับทราบว่า เราจะทำ company culture audit ทำไปเพื่ออะไร ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร เพื่อให้ทุกคน เข้าใจตรงกัน แล้วเหมือนขอฉันทามติกลาย ๆ ด้วยว่า แกรู้แล้วนะ อย่ามาบอกว่าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มี ไม่ได้อ่านอีเมล บลา บลา บลา
– ขอเข้าไปบรี๊ฟในแต่ละแผนกด้วย ใช้เวลาสั้น ๆ (อย่าขี้เกียจ แม้ชื่อเพจจะชื่อ lazy training ก็ตามนะ) ถือเป็นการพบปะประชาชน การที่เราไปพูดเอง เราอธิบายได้ตรงจุด หรือเน้นความสำคัญได้ดีกว่า ตรงนี้ขอวงปากกาหน่อย อย่าคิดว่า ก็มีหัวหน้า ให้เค้าไปบรี๊ฟให้ลูกน้องเค้าฟังเองซิ มันก็ใช่ แต่เรื่องสำคัญที่เราอยากให้มันมี มันเกิด impact การไปพูดด้วยตัวเองดีกว่าเยอะ เอาแบบสนุก ๆ เอาเกมไปเล่น เอาของไปแจก ก็เป็นการปู mindset ที่ดีในโปรเจ็คท์นี้ให้กับน้อง ๆ แล้วนะ
Step 3 – Implementation
– หลังจากจบขั้นตอนการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจถึง Project แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การทำ company culture audit จริง ๆ แล้ว
– ให้ set culture audit committee ขึ้นมา เอามาจาก ตัวแทนแผนกต่าง ๆ เป็นหัวหน้าก็ได้ หรือเบอร์ต้น ๆ แก่พรรษาหน่อย เพราะว่าหลายเรื่องที่เราจะคุยกัน เราต้องการความถูกต้อง ชัดเจน พอสมควร และต้องยอมรับว่า training ก็ไม่สามารถ pinpoint ให้พวกเขาได้ทุกเรื่อง ดังนั้นเราต้องการคนที่เก๋า แม่นในระดับหนึ่งมาช่วยเราเลยทีเดียว
– จัดประชุม company culture audit กำหนดบทบาท หน้าที่ ของ committee ไม่ต้องเยอะ ขอเน้น ๆ เอาเนื้อ ๆ ไม่เอาน้ำ งานเยอะ โปรดอย่าเอาเวลาประชุมมา complaint โน่นนี่ โบ้ยคนนั้น ว่าคนนี้ ทุกคนมีงานล้นมือกันอยู่แล้วเด้อ (ยกเว้น อยากระบาย อัดอั้นอะไร รอหลังไมค์ อย่ากวนเวลาเพื่อน ๆ ให้เค้ามานั่งฟังเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเค้าเท่าไหร่ เก็ทเนอะ?)
– หน้าที่หลัก ๆ ของ committee คือ เข้าใจ culture audit checklist ตอนหน้าแม่จะเขียนเรื่องการทำ checklist (ไหนบอกนี่ตอนสุดท้ายแล้วไง อิแม่!)
– ไป audit ตามตารางที่เทรนนิ่ง assign ให้
– ส่ง checklist ที่ complete พร้อม score กลับมาให้เรา
– เข้าประชุม มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ผลักดันแนวคิด และข้อปรับปรุงต่าง ๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ส่งต่อ key messages ในการประชุมแต่ละครั้งให้น้อง ๆ ทราบ
นั่นแหละ แค่นี้ก็สนุกสนาน บานตะไท ระเบิดระเบ้อ drive กันไม่หวาดไม่ไหวในแต่ละวันแล้วจ้า เรื่องนี้ เวลาทำจริง ๆ สนุกมาก เพราะเราจะอิน กับการทำงานในส่วนปฏิบัติการ (operations) ของน้อง ๆ เรียกว่าพูดภาษาถิ่นเค้าได้อย่างไม่เคอะเขิน หรือรู้สึกเป็นคนนอกอีกต่อไป ความสัมพันธ์ของเทรนนิ่งกับแผนกต่าง ๆ จะดีขึ้นแน่นแฟ้นไปโดยปริยาย เพราะโปรเจ็คท์มหากาพย์ที่โคตร take time แบบนี้นี่เอง จำเอาไว้เสมอว่า
Good things take time นะจ๊ะที่รัก
“Good service comes naturally from the satisfied employees who embraced the company culture.”
Tony Hsieh
บั๊ย
ก๊วยเอง









