The Greatest Impact of คาถาทองของงานบริการ ตอน1

สวัสดีค่ะมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย หลังจากหายไปนาน ทำตัวเป็นนินจา วันนี้โผล่กลับมาอีกครั้ง ถือว่าเป็นการเขียนบล๊อกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ที่สุดในปฐพี นึกครึ้มใจก็เขียนค่ะ ไม่มีพันธะผูกมัดกับสื่อหรือสำนักพิมพ์ใด ๆ (จริงๆอยากมี แต่ไม่มีใครเชิญชวน) ชริ สะบัดบ๊อบ เขียนเอง ลงเอง (เดี๋ยวก็มีคนหลงเข้ามาดูเองนั่นแหละ! ขอบคุณทุกท่านที่หลงเข้ามานะเคอะ) เข้าเรื่องเนอะ
วันนี้คันปาก อยากขยายความเรื่องคอนเซปต์ของงานบริการหนึ่งอย่าง ที่น่าจะเกือบทุกองค์กรนำมาใช้เทรนพนักงานของตนกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จริง ๆ เราว่ามันเป็นคอนเซปต์ที่ดีมาก แต่ไกด์ไลน์ที่แนะนำน้อง ๆ ส่วนใหญ่ในหลาย ๆ ที่ ค่อนข้างพาเราฝัน ให้จิตหลุดไปหยุดอยู่กับยุ้ยจีรนันท์ (มโนแจ่มไปหน่อย) วันนี้เลยอยากนำมาขยายความใหม่ เพื่อให้เข้าใจง่าย และดูสมจริง ไปค่ะ!!

คำว่า anticipate guests needs หมายถึง การคาดการณ์ ถึงความต้องการของลูกค้า โดยลูกค้าไม่ได้พูด หรือบอก แต่พวกเราเดาทางได้นั่นเอง
มันเป็นหมุดหมายสำคัญที่ธุรกิจบริการทุกที่อยากให้พนักงานของตัวเองเกิดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะมันคือการแสดงออกว่า เราใส่ใจ ดูแลลูกค้าของเราเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการอีก หรือกลายมาเป็น fandom ของเรานั่นเอง

เทคนิคของการ anticipate guest needs ส่วนใหญ่ ก็จะเทรนให้เราใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ว่า เรามองเห็นอะไรในลูกค้า เค้าแต่งตัวอย่างไร ถืออะไรมาบ้าง ลักษณะภาษากายบ่งบอกอะไรบ้าง เช่น หอบถุงกอลฟ์มา อันนี้รู้ว่าต้องมาตีกอล์ฟนะ (ทดความคิดไว้ก่อน จำไว้ เดี๋ยวน่าจะได้ใช้) แขกถือถุงช้อปปิ้งเข้ามาพะรุงพะรัง อันนี้ anticipate ได้เลย ช่วยถือซิจ๊ะ จะรออะไร แขกเข้ามาในล๊อบบี้เหงื่อซ่กเชียว อันนี้ก็ไม่ต้องทดไว้เนอะ ถามว่าแขกต้องการนำ้ดื่มสักแก้วไหม อะไรก็ว่าไป
จริง ๆ แล้วมันคือการฝังชิปไว้ในสมองของเราเสมอว่า หากมีสิ่งใดที่เราทำให้แขกได้รับความสะดวกสบายขึ้นได้บ้าง เราจะทำ

เราคิดว่าจริง ๆ แล้ว การ anticipate guest needs เนี่ย ไม่ต้องรอให้เห็นตัวแขกนะ มันเกิดจากการที่เรา proactive คิดไว้ก่อน ทำการบ้านไว้ก่อนได้เลย เพราะเห็นแบบนี้ ฉากต่อไป ประมาณนี้ ไม่หนีกันแน่นอน มันคือ การมาเหนือของเรา และแสดงออกว่า เราคือตัวจริง ตัวจริง ที่ไม่ต้องแพงก็ได้นะ แต่เข้าใจจริง ๆ ว่าลูกค้าต้องการอะไร ชั้นชอบมากที่ทุกครั้งเวลาไปพัทยา แล้วหาเก้าอี้ผ้าใบนั่ง ทุกร้านจะเข้ามาดาหน้าเสนอเก้าอีผ้าใบลายสายรุ้ง วิวดี นั่งได้ทั้งวัน ไม่โดนแดด โน่นนี่นั่น ด้วยความกดดันต้องเลือกนั่งหนึ่งร้าน วางสัมภาระ ของเรา ของลูก สักพักเจ้าของร้านเดินมาหาลูกเรา แล้วถามว่า เอาที่ตักทรายเล่นไหมครับ แล้วยกมาเป็นกระบุง ลูกสาวชั้นตาวาวดั่งโพนี่ควบขึ้นสายรุ้ง ชั้นหันกลับไปยิ้ม ให้เจ้าของร้าน พร้อมคิดในใจว่า คุณคือ ตัวจริง!!!
เอาจริง ๆ เค้าไม่จำเป็นต้องมีที่เล่นทรายไว้คอยบริการก็ได้ เพระราคาเก้าอี้นั่งทั้งวันได้ แต่เค้าทำการบ้านมา เค้ารู้ว่า ลูก happy พ่อแม่ happy ลูกมีอะไรเล่น นั่งได้นาน พ่อแม่สั่งดริ๊งค์ กินเบียร์ จกส้มตำ เค้าขายอาหาร ขายเครื่องดื่มได้มากขึ้น ชั้นว่าเริ่ดนะ คุณมี service mindset combine กับ entrepreneur โอ้ปรบมือ โค้งคำนับแบบ ovation ให้ค่ะ

ยังมีอีก สองสามเรื่องที่อยากขยายต่อ เกี่ยวกับ anticipate guest needs เดี๋ยวเม้าท์ต่อ ตอนหน้าเมื่อมีเวลา ตะละลา ลิเกลาโรงก่อน เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง

(เด็กๆ ถาม ลิเกคือ ???)

Love you all as always

ก๊วย

คำจำขึ้นใจ เพื่อพิชิตชัยในการทำเทรนนิ่ง (ตอนต่อ)

 

โพสต์ที่แล้วเรากล่าวถึง keywords 2 คำ ที่เราควรจะต้องจำให้ขึ้นใจทุกครั้งในการทำเทรนนิ่ง คำแรกที่เราร่ายกันไปแล้วนั้นคือ คำว่า clarity ก็คือ การเทรนให้ชัด เข้าใจง่าย ไม่เวิ่นเว้อ วันนี้จะขอพูดถึง keyword อีกหนึ่งคำ ที่มีความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าคำแรก นั่นก็คือ คำว่า Engagement

Engagement อ่านว่า เอ็น-เก็จ-มึ้นท์ มันคืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับการทำเทรนนิ่ง ตามข้าพเจ้ามา

คำว่า Engagement จริง ๆ แปลว่า การผูกพัน เราอาจจะเคยได้ยิน ศัพท์พื้น ๆ ของคำนี้ แปลว่า การหมั้น (หมายถึง คนสองคน ผูกผันกันจนถึงขั้นหมั้นหมาย และจะแต่งงานกันนั่นเอง) เอามาใส่กับคำอื่น ที่เราอาจจะเคยได้ยินบ่อย ๆ ในสายงาน HR เช่น employee engagement หมายถึง ความผูกพนักงานของต่อองค์กร หรือ engagement rate ในวงการ social media ที่หมายถึง การที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับสื่อนั้นนี้ ในแง่มุมต่าง ๆ เช่น กด like กด share คอมเม้นท์ สับตะไคร้กันไป แล้วคำว่า engagement ในการทำเทรนนิ่ง หมายถึง อะไร??

เด็ก ๆ อาจจะถามว่า มันไม่เหมือนกับ participation ที่แปลว่า การทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับการทำเทรนนิ่งหรือแม่?

มันก็ไม่เหมือนซะทีเดียวนะลูก จะเรียกว่า participate เนี่ย เป็นแค่ผลเบื้องต้น แต่จริง ๆ แล้วผู้สอนอย่างเรา อยากให้ผู้เรียน engage มากกว่า เรียกว่า engage นั้นเป็นขั้นกว่า ของ participate แล้วกัน เหมือนไปเดทกับผู้ แล้วผู้มาปรากฏกาย ก็ถือว่า มา participate ในการเดทนี้ แต่เค้าอาจจะไม่ได้หืออือ ฟัง ถาม ตอบกับทุกคำถาม หรือตื่นเต้นไปกับท่ากินหอยเป๋าฮื้อ อันแสนเซ็กซี่ขยี้ใจของเราก็ได้นะ เข้าใจไหมเด็ก ๆ เรียกว่า participate เนี่ยเป็นแค่การแสดงออกว่ามา มีตัวตนอยู่ แต่ความคิด หรือ จิตใจ อาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น (ชะนีแอบเศร้าเบา ๆ) ดังนั้น หากเราต้องการฝึกปรือวิทยายุทธ์การเทรนของเรา ให้เข้าขั้นปรมัตถ์ ต้องระลึกถึงคำว่า class engagement เอาไว้ให้ดี

แล้วทำไงดีให้เกิด class engagement ในคลาสของเรา อ่ะ!

วันนี้เราเลยคัดสรร 3 วิธีในการสร้าง class engagement มาฝากค่ะ

วิธีที่ 1 – ทำใจ! (พร้อมยื่นซองยาทัมใจให้ ) เด็ก ๆ เกิดทันกันมั้ยเอ่ย? เหอ เหอ

ก็บอกแล้วว่าเดี๊ยนจะไม่พูดอะไรที่มันไม่จริง และใช้ไม่ได้อะค่ะ
มันเป็นเรื่องปรกติมาก ที่ความคิดของคน จะไม่ได้อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งตลอดเวลา ซึ่งถ้าเค้าเหม่อ หาว หรือ เล่นมือถือบ้าง ก็จงอย่าโบยตีตัวเองมากเกินไป ก็มองว่ามันมีได้ แล้วพอเราสังเกตเห็น เราก็หาโน่นนี่นั่น นำผู้เข้าเทรนที่ล่องลอย จิตหลุดเหล่านั้นให้กลับมาอยู่กับเนื้อหาวิชาของเรา

วิธีที่ 2 – ถามคำถาม
คนสอนเก่ง ต้องถามเก่งและเลือกใช้คำถามให้เหมาะกับสถานการณ์ว่าเราต้องการอะไร จะใช้คำถามปลายเปิด ปลายปิด ลักปิดลักเปิดอะไรก็ว่ากันไป รู้แต่ว่า คำถามของเราต้องนำผู้เรียนไปสู่บทสรุปของแต่ละไอเดียได้ ก็เท่านั้นเอง

วิธีที่ 3 – Reflection sheet
ก็คือ เป็นคำถามใหญ่สุดท้าย แต่ละประเด็น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทบทวนเนื้อหาที่ได้คุยกันไปทั้งหมด ประเด็นไหนสำคัญ ประเด็นไหนที่เค้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ของเค้าได้บ้าง ให้เราทำขึ้นสไลด์ เป็นคำถาม หรือทำเป็นกระดาษให้เขียนตอบค่ะ
ตัวอย่าง – จากเนื้อหาของบทที่ 4 เรื่อง การบริการเกินความคาดหมาย ท่านสามารถทำสิ่งใดในแผนกของท่านได้ทันที เพื่อมอบบริการที่เกินความคาดหมาย ให้กับแขกได้บ้าง ข้อดีของการให้ทำ Reflection Sheet คือ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวน และมองเห็นประเด็นสำคัญของการเรียนด้วยตัวของพวกเขาเอง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พวกเขาเห็นความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียน กับชีวิตการทำงานจริงของพวกเขาได้อีกด้วย เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสรุปเนื้อหา และเห็นแง่มุมการนำไปใช้ด้วยตัวของพวกเขาเอง Bonus Point ! ก็คือ ช่วงทำ Reflection Sheet เทรนเนอร์อย่างเราก็จะได้พักด้วย เพราะช่วงท้ายนี่ เสียงแหบและแตกพร่าแล้ว เห็นใจข้าน้อยด้วย แง

ลองนำไปใช้ดูค่ะ 3 วิธีเด็ดในการเพิ่ม engagement rate ให้กับการเทรนนิ่งของพวกเรา

ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้แค่ partipate แต่ engage กับการเทรนของพวกเราทั้งตัวและหัวใจ

โอ้ จบนำ้เน่ามากวันนี้ บั๊ยยยย

Love you all as always

ก๊วย

2 คำจำขึ้นใจ เพื่อพิชิตชัยในการทำเทรนนิ่ง

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องของใจตัวเอง หลังจากห่างหายไปนานมาก จากการเขียนโพสต์ (ก็ชีวิตคนมันอัพ ๆ ดาวน์ ๆ อะนะน้อง ๆ หนู ๆ เอ๋ย) เอาเป็นว่า กลับมาเขียนแล้ว ใครคิดถึงเดี๊ยน มามุงเร็ว! ดิชั้นไม่ได้มีเวลามานั่งเขียนบ่อย ๆ นะยะ งานเขียนดี มีน้อย หากไม่รีบอ่าน ผ่านแล้วผ่านเลอนะเออ… (แหม โปรยซะ)

วันนี้เรื่องที่เราอยากจะชวนคุย ก็คงหนีไม่พ้น เรื่องการทำเทรนนิ่ง มีคำถามหนึ่งที่อยากจะถามพวกเราว่า วัตถุประสงค์ ที่เราควรจะต้องไปให้ถึงในการทำเทรนนิ่งแต่ละครั้งคืออะไร พอจะมีคำตอบกันในใจบ้างไหมคะ? คำตอบที่ได้อาจตอบออกมาได้หลายแนว เพราะด้วยความ variety ของหัวข้อ เนื้อหา และกิจกรรม สำหรับเรามี keywords อยู่สองคำที่คิดว่าในฐานะคนทำเทรนนิ่ง ควรจะต้องระลึกถึง และจำให้ขึ้นใจ ใส่บ่าแบกหัวเข้าไว้ ไม่ให้ตกหล่นไป ก็คือ

Clarity (คแล-ริ-ทึ) ออกเสียง “ทึ” ตรงคำสุดท้าย แบบเบา ๆ กรุบ ๆ สไตล์อเมริกันชน ผู้นิยมความ “ทึ” แปลว่า ความชัดเจน แจ่มแจ้ง แดงแจ๋

หมายถึง สอนอะไรก็แล้วแต่ จงสอนให้เคลียร์ เข้าใจง่าย ชัดเจน การสอนนั้น ไม่ควรสร้างความงุนงง สับสน หรือเพิ่มความงงงวย (ง งูจะเยอะไปไหน?) ให้กับผู้เรียนไปอีก สงสารไหม ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาเทรนก็เป็นพนักงานตาดำ ๆ ที่เค้าก็ทำงานเหนื่อย และหนักกันอยู่แล้ว แค่งานที่ทิ้งมา ก็กังวลมากพอแล้ว ยังต้องมานั่งฟังอะไร ที่ดูงง ๆ สับสน เข้าใจยากไปอีก ดังนั้น การเทรนของเรามันต้องเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย เห็นภาพจริง และควรจะต้องนำไปใช้ได้

โอเค เก็ท เด็ก ๆ บอกเยี่ยมแม่ เข้าใจ เห็นภาพ แต่หนูว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนที่แม่พูดขนาดนั้นค่ะ หนูขอเถียง แค่เนื้อหาที่โยนส่งมาให้เรา บางทีให้มาเมื่อวาน แล้วต้องสอนวันนี้ จะมีเวลาอ่านทำความเข้าใจอะไรทัน แค่ดาวน์โหลดสไลด์ออกมาทันเวลาสอนก็ถือว่าบุญโขแล้ว ร้องห้ายยยย…

ใจเย็น ๆ ค่ะเด็ก ๆ เข้าใจ และนับถือใจพวกเราเช่นกัน ในการควบตะบึงสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนออกสอนนั้นไม่ง่ายเลย ไหนจะต้องส่งอีเมลตามคนมาเรียน เตรียมเอกสาร สื่อการสอน เตรียมห้อง และอุปกรณ์จิปาถะเราต่างรู้ดีว่า มันบ้าคลั่งขนาดไหน อย่างไรก็ดี แม่มีคำแนะนำในการสร้าง Clarity ในเนื้อหาการสอนของเราอย่างเป็นรูปธรรมมาฝาก จะไม่พูดว่าต้องเตรียมตัว อ่านมาอย่างดี อะไรอย่างงี้ เพราะคิดว่ามันอุดมคติและโลกสวยไปหน่อย วันนี้คำแนะนำของแม่ออกจะดูเรียล ๆ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเรา ลองดูค่ะ!

Way 1 – อ่านกวาดตา มองหา structure

พอเราเห็น powerpoint slides ที่ใช้สอน รวมถึงข้อมูลการสอนปึกหนาที่พริ้นทออกมา เห็นแล้วอาจท้อใจได้ สูดหายใจเข้า พร้อมพ่นลมออกมาทางปากแรง ๆ สัก 2 – 3 รอบแล้วบอกตัวเองว่า หมดเวลาคร่ำครวญ สะบัดกลองรบได้!!! (เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจเบื้องต้น) เปิดดูคร่าว ๆ ว่าทั้งหมด มีไอเดียหลัก ๆ คืออะไร หลังจากอ่านแบบผ่าน ๆ อย่างไว เราควรจะตอบคำถามเหล่านี้ได้


What – เค้านำเสนอเรื่องอะไร
Why – ทำไมต้องรู้เรื่องนี้ รู้ไปเพื่อ หรือประโยชน์ของมันคือ
How – ขั้นตอน หรือ ทักษะ ที่เค้านำเสนอ ต้องทำอย่างไรบ้าง 1 2 3 4 ว่ามา
How many – มีกี่ขั้นตอน มีกี่หัวข้อย่อย จดไว้
What next – พอรู้เรื่องนี้แล้ว หลังจากนี้ ยังไงต่อ เอาไปต่อยอดอย่างไร
ไอเดียคร่าว ๆ เหล่านี้ทดด้วยดินสอไว้ก่อน เพราะเราจะใช้เป็น structure การสอนของเราต่อไป

Way 2 – ตัดสไลด์ ที่เวิ่น ๆ ออกไปเลอ


เมื่อมันไม่ทัน เราจะพ่นทุกสไลด์ไม่ได้ ไม่มีเวลาวุ้ย เอา structure ของข้อ 1 มาเป็นหมุดหมาย อะไรที่มันเกินจาก structure นั้น ตัดออกไปเลย จะเห็นได้ว่าพอลองตัด slides แล้วมารีวิวดูอีกรอบ ดูดีขึ้นมาทีเดียว ใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง แรก ๆ อาจจะกังวลว่า กลัวเค้าจะตำหนิว่าสอนไม่ครบ ถ้าไอเดียหลักยังคงอยู่ ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวล no worry ตัดโลด

Way 3 – เพิ่ม activities หรือเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติม เพื่อทำให้เรื่องยากกระจ่าง หรือมีอรรถรสขึ้น

ส่วนใหญ่ powerpoint slides ที่ต้นทาง หรือสำนักงานใหญ่ส่งมาเราให้ค่อนข้าง generic กล่าวคือ เค้าจะเขียนไว้กลาง ๆ มันไม่ค่อยมี insights หรือ story ที่น่ารัก มันไม่สนุกอะคะ เปรียบเหมือนพ่อครัว ซึ่งได้ส่วนผสมต่าง ๆ มาแล้วต้องปรุงรสกันนิด ใส่อุมามิหน่อย เพื่อให้คลาสของเรามีสีสันคัลเลอร์ฟูล อาทิเช่น slide พูดเรื่องประวัติบริษัท ก็ไม่ใช่เล่าเป็น milestones ไปเรื่อย พยายามเพิ่มเรื่องเล่าที่ฟังแล้วสนุก เกิดพลัง ก็จะทำให้การเล่าประวัติบริษัทของเรา เก๋ไก๋ชไนเดอร์ขึ้นเยอะเลย

เป็นไงบ้างคะ สำหรับ 3 วิธีที่เรานำมาแนะนำเพื่อช่วยตี clarity ให้กระจายขึ้นฟูในคลาสของเรา (เพิ่งเจียวไข่ให้ลูกกิน เดี๊ยนยังอินกับการขึ้นฟูอยู่ ณ จุดนี้) ยังมีอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่เราจำเป็นต้องไปให้ถึงในการทำเทรนแต่ละครั้ง เรื่องนั้นคืออะไร ตามต่อได้ในโพสต์หน้า วันนี้สวัสดีไปก่อน

“Good communication is the bridge between confusion and clarity”
Nat Turner

Love you all as always

ก๊วย

3 very easy ways to boost your internal communication

เรื่องการสื่อสารภายในองค์กร หรือ internal communication นี่ หากได้นั่งเล่าแล้วเนี้ย move on ยาก มันมีความมหากาพย์อยู่เหมือนกัน ฉะนั้นวันนี้เดี๊ยนจะขยายเรื่องนี้อีก 1 ตอน (คือจริง ๆ ยังคิดเรื่องใหม่ไม่ออกว่างั้นแม่??) วันนี้เราจึงคัดมาแค่ 3 วิธีเด็ด ๆ โดน ๆ ที่เราอยากมอบมงให้ เพราะเราคิดว่า 3 วิธีที่ว่านี้มันไม่ได้ช่วยให้การสื่อสารภายในองค์กรของเราดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้บรรยากาศในการทำงานมันสนุก แฮปปี้ดี๊ด๊าปาจิงโก๊ะอีกด้วยค่ะ..เชื่อว่าทุกคนอยากรู้แล้วใช่ไหมว่า 3 วิธีที่ว่านั้นคืออะไร พร้อมแล้ว ไขคำตอบได้ในย่อหน้าต่อไปเลยค้า

ง่ายเว่อร์ Way 1

DJ เสียงใส ๆ

ไม่มีใครไม่ชอบเสียงเพลงนะเราว่า เพลงทำให้เราเพลิดเพลิน ปลุกชีวิตชีวา เพิ่มความสนุกสนาน แถมหากได้ฟังเพลงที่เพราะ ๆ หรือเพลงที่เราชอบ เชื่อว่าสารเอ็นโดรฟินซึ่งเปรียบเสมือนมอร์ฟีนธรรมชาติในร่างกายจะหลั่งเพิ่มขึ้นทำให้พวกเรารู้สึกเบิกบาน คลายเครียด และมีความสุขมากขึ้น แต่ก็โชคไม่ดีที่ว่า ไม่ใช่ทุกที่ทำงานที่เราสามารถฟังเพลงที่ชอบได้ทุกที่หรือตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถรังสรรค์ความบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ให้เพื่อน ๆ พนักงานได้ แนะนำการจัดรายการวิทยุแบบสั้น ๆ
เช่นช่วงพักกลางวันหรือช่วงเบรกบ่าย ที่ทุกคนแบตเหลือน้อยและตาลอยกันหมดแล้ว เวลาผีบ้าแบบบ่ายสองแก่ ๆจวนจะบ่ายสามนี่คือเวลาทองของการทำสิ่งนี้เลย เชื่อไหม? ทุกคนจะตั้งตารอคอยการมาของสิ่งนื้ เอาเพื่อนพนักงานที่บ้าไมค์มาทำหน้าที่เป็นดีเจย์หนึ่งหน่อ (มีคนอยากทำอะไรแบบนี้เยอะมาก ขี้คร้านจะต้องเปิด audition) อะไรที่เราอยากสื่อสาร อยากบอก ก็ใส่ไปได้เลยช่วงนี้ แต่อย่าเยอะ (ไม่ใช่ปาฐกถาย่ะหล่อน!) เอาแบบกรุบกริบ เน้นเปิดเพลงที่ขอกันเข้ามา จะให้ใคร แผนกไหน ส่งกันมาได้โลด รับรองเริงร่า เหมือนได้ชาร์ตแบตเพิ่มพลัง เติมความฮึดกันต่อให้รอดไปถึงช่วงเย็น

ง่ายเว่อร์ Way 2


Roadshow โทรโข่ง


Roadshow ในความหมายนี้ หมายถึง การเดินไปตามแผนกต่าง ๆ เพื่อสื่อสาร โปรโมท หรือสร้างความเข้าใจให้กับเพื่อนพนักงานในโปรเจ็คท์ใหม่ ๆ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในองค์กรของเรา โดยมักใช้ช่วงเวลาหลังจากที่แต่ละแผนกจบการบรีฟประจำวัน (pre-shift briefing) ก่อนจะออกไปเริงร่าเป็นผีบ้าตามหน้าที่ของตน
ความน่ารักของวิธีนี้อยู่ตรงที่ เป็นการสื่อสารตรง ๆ เหมือนนักการเมืองเดินถือป้าย ไปหาเสียงตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการทักทาย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับชาวบ้าน
มีเรื่องอะไรใหม่ อยากแจ้ง อยากบอกก็พูดได้เลยตอนนี้ หรือหากเพื่อนพนักงานคนไหนมีคำถาม ข้อสงสัย ก็สามารถเคลียร์ใจกันได้ตรงนั้นเลย ข้อดีของวิธีนี้คือ รวดเร็ว สั้น กระชับ เป็นการสื่อสารแบบ face to face เห็นหน้าเห็นตากันมันดีกว่าอยู่แล้วเนอะ (แม้บางท่านจะใส่แมกส์ก็ตาม) เพราะมันสัมผัสได้ถึงอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งวิธีแบบทางการอย่างอีเมล หรือแม้กระทั่งการใช้ social media ให้ไม่ได้ วิธีนี้เหมาะเวลามีโปรเจ็ท์ใหม่ launch ออกมาแล้วเราต้องการสร้างความตระหนักรู้ (create awareness) อย่างรวดเร็ว อารมณ์ไฟลนก้น ก็ไม่ปาน (คือไม่ทันแล้วแม่! ต้องเดินไปบอกตามแผนกแล้วแหละ) เช่น ใช้สื่อสารเรื่องการทำแบบสำรวจความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร (employee engagement survey) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า การตรวจสอบของแบรนด์ประจำปี (yearly brand audit visit) ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าเทือกนี้ หรือแม้กระทั่งทำเซอร์ไพรส์ไปแจกโดนัทให้กับบางทีมที่ achieve target อย่างเหนือความคาดหมาย เช่น แผนกสปาทำยอดทะลุเป้ากางเกงไปเลยสามตลบอาไรงี้ ก็น่ารักดีค่ะคุณ

ตามต่อกับอีกหนึ่งวิธี ที่เวรี่อีซี่ในการชุบชีวิตของ IC ให้ดีขึ้นในตอนหน้าค่ะ

“Effective communication is 20% what you know and 80% how you feel about what you know”

Jim Rohn

จิม รอน ปรมาจารย์ด้านการพัฒนาตนเอง และนักพูดสร้างแรงบันดาลใจระดับตำนาน ได้กล่าวไว้ว่า

“สำหรับผม ส่วนผสมของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ คือ 20% มันเกี่ยวกับเรื่องอะไร และ ที่เหลือ 80% นั้น คือ คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่อง ๆ นั้น”

Love you all as always

ก๊วย

How L&D Can Strengthen Internal Communication (Part II)

เรามาเหยียบคันเร่งกันต่อกับเรื่อง internal communication หลังจากที่ตอนที่แล้วเราขมวดเอาไว้กับคำถามแรก ที่ว่าเราจะสื่อสารอะไรกับทีม คิดว่าพวกเราน่าจะมีไอเดียกับคำตอบนี้แล้ว หากใครไม่แน่ใจ กลับไปอ่านโพสต์ก่อนที่เขียนเอาไว้ดี๊ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ (ขายของแต่เช้าเลยแม่) เอาละ คำถามต่อมาในเรื่องการสื่อสารภายในองค์กรที่เราควรจะต้องตอบได้ คือ

2. เมื่อไหร่ที่เราต้องสื่อสารกับทีม (when do we need to communicate to our team?)

อะโด่ หลายคนบอก ไม่เห็นจะตอบยากเลย ก็ต้องตอนที่เราต้องการสื่อสารอยากบอก อยากแจ้งน่ะซิแม่ มันก็ถูกนะ แต่ก็แค่บางส่วน มีใครให้ดีกว่านี้ไหม? หมดเวลา เดี๊ยนเฉลยดีกว่า คือจริง ๆ อย่างที่บอกด้านบน ดูทำเรื่อง ic (internal communication) เหมือนกับตำข้าวสารกรอกหม้อไปหน่อย แปลว่า ทำเท่าที่มี มีเท่าที่ทำ ของพวกนี้ มันต้องมีกลยุทธ์นิดนึงย่ะ ไปพริ้นท์ปฏิทินกิจกรรมประจำปีของบริษัทมา กางออกบนโต๊ะกว้าง ๆ แล้วเราจะเห็นเค้าคำตอบค่ะ กล่าวคือ ให้ลอง draft calendar ของ ic ขึ้นมาโดยให้ล้อไปกับ yearly activities ของบริษัท เราจะรู้เลยว่า เดี๋ยวเดือนมิถุนายน มีกิจกรรมส่งเสริม pride month, wellness อะไรก็ว่าไป ปูพรมโปรโมทไว้แต่เนิ่น ๆ ว่า แต่ละกิจกรรมคืออะไร ความสำคัญคืออะไร พนักงานเกี่ยวข้องหรือเข้าร่วมได้ในแง่มุมไหนบ้าง ไม่ใช่จะจัดกิจกรรมโยคะวันศุกร์ เพิ่งจะโปรโมทวันพฤหัส เพื่อน ๆ เตรียมเสื่อไม่ทันค่ะคุณ (อาจได้เป็นเสื่อกินส้มตำมาปูเรียนโยคะประชดพวกเราแทน) ดังนั้น แนะนำว่า ควรทำเป็น plan หลวม ๆ เอาไว้เป็นรายปีเลย เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า เดือนไหนต้องโหมเรื่องอะไร หากมีกิจกรรมไหนแทรกคิวเข้ามา ก็สามารถปรับแต่งให้ปฏิทิน ic ของเราไม่ยุ่บยั่บเกิน สัปดาห์ไหนกิจกรรมเยอะ ถ้าเลื่อนไปได้ไม่เกิน timeline ก็ปรับได้ด้วย เก๋กว่าเยอะเนอะ ว่าไหม

3.เราควรใช้ช่องทางไหนสื่อสารกับทีม (which channel should we use to communicate to our team?)

ข้อนี้ก็ไม่ยาก หลาย ๆ คนน่าจะตอบได้ จริง ๆ เรามีช่องทางมากมายให้เลือกสื่อสารกับพนักงาน ช่องทาง on line เช่น email, intranet, homepage, line หรือ social media platform ตัวท็อปอย่าง Facebook, Youtube, TikTok, Twitter, LinkedIn ช่องทาง off line แบบ traditional อย่าง morning briefing, department briefing, Town hall meetings, Focused group meeting, training class, poster, brochure, newsletter จิปาถะให้เลือกใช้กันไม่หวาดไม่ไหว จะเลือกใช้อะไรก็แล้วแต่ค่ะ แต่อยากให้ keep in mind ไว้นิดนึงว่า เราต้องการอะไร ต้องการบอกใคร นึกออกไหม บางทีทำโปสเตอร์กิจกรรมนึงมาอย่างสวยหรู แต่ทำมาแค่ภาษาอังกฤษ ตกลงทำเพื่อให้นายเห็น ไม่ได้อยากให้คนทั่วไปอ่าน งงใจ! กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการบอกคือใคร เช่น หากอยากให้พนักงานส่วนใหญ่เห็น อีเมลอย่างเดียวไม่น่าจะไม่พอ ใช้ social media อย่าง Facebook เสริมทัพ หรือ ทำโปสเตอร์ไปติดตรงทางเข้าออกพนักงาน ห้องทานอาหารพนักงาน (ทุกคนต้องกินนิ) ก็จะทำให้ข้อมูลของเรากระจายไปถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้มากขึ้น

เสริมท้ายนิดนึงค่ะ หากอยากให้เก๋กู๊ดเข้าไปอีก เราอาจใช้ score และ feedback จาก employee engagement survey (แบบสำรวจความผูกพันขององค์กร) ในส่วนของ internal communication เข้ามาช่วย monitor เสริมทัพว่า สิ่งที่เราผลักดันนั้น มันผลิดอกออกผลบ้างหรือไม่ พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาได้รับข้อมูลเพียงพอหรือไม่ อยากให้เราทำอะไรเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนตรงไหน ก็จะเป็นการปิดวงจรการทำงานเรื่อง ic ได้อย่างครบมิติมากขึ้น หลายคนชอบทำ แต่ไม่ชอบวัดผล จำไว้ค่ะว่า “if you cannot measure it, it doesn’t exist” นั่นก็แปลว่า สิ่งที่เราทำสูญเปล่า เพราะเราวัดผลมันไม่ได้ไสเจียเสียใจด้วยจ้ะ

วันนี้พอเท่านี้แหละ หวังว่าพวกเราน่าจะได้ไอเดียไปต่อยอดการทำเรื่อง internal communication ในที่ทางของตัวเอง พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

The more your team informed, the more your team engaged.

ยิ่งทีมของคุณได้รับข้อมูลมากเท่าไหร่ พวกเขาจะยิ่งผูกพันและหล่อหลอมรวมกับพวกเรามากขึ้น

Love you all as always

ก๊วย

How L&D Can Strengthen Internal Communication

Harry S. Truman อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวประโยคหนึ่งที่น่าสนใจไว้ว่า

“If you can’t convince them, confuse them”

หมายความว่า ถ้าไม่สามารถโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อเราได้ ก็จงทำให้พวกเขาสับสนซะ วะฮะฮ้า!

นั่นคือความทรงพลังของการสื่อสารค่ะ พูดง่าย ๆ ก็คือ หากคุณทำให้เขาเชื่อไม่ได้ (convinced) มันจะไปสุดซอยอีกทางเลย ซึ่งก็คือ confused นั่นเอง มันช่างเป็น quote ที่แสบสัน เสียดสี กวนอะดรีนาลีน แอนด์ส้นตรีนของพวกเรามาก ๆ ฉะนั้น วันนี้เราจะชวนคุยกันเรื่อง communication หรือการสื่อสารในที่ทำงาน ว่ามันมีความสำคัญอย่างไร และเราในฐานะ L&D จะมีส่วนผลักดัน หรือทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง มาค่ะ

ก่อนอื่นดิชั้นขอแนะนำคุณ ๆ ให้รู้จักนางเอกของเราอย่างเป็นทางการในวันนี้ค่ะ นางชื่อ ic ชื่อเต็ม ๆ ของนางคือ การสื่อสารภายในองค์กร (internal communication) นางมีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการส่งต่อข้อมูลสำคัญ ๆ ของบริษัท ให้น้อง ๆ ในทีมได้ทราบถึงความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ รวมถึงส่งต่อ คุณค่า วิสัยทัศน์ และ เป้าหมายขององค์กร เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบ เข้าใจ เกิดความตระหนักรู้ (awareness) ตลอดจนสามารถปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความคาดหวังขององค์กรได้ (หน้าที่เยอะนะหล่อน ชริ)

หากที่ใด ic ไม่ strong พอ หรือเรียกได้ว่า มีการสื่อสารในองค์กรที่ง่อนแง่น ไม่เป็นระบบ ขาดความสม่ำเสมอ หรือไร้ซึ่ง purpose ก็บอกได้เลยว่า ความหายนะ จะถามหาพวกเราในหลายรูปแบบ คนหลายคนลาออกจากงานเพราะรู้สึกว่าไม่เคยได้รับ feedback อะไรใด ๆ จากใครทั้งสิ้น (ด่าหนูบ้างก็ได้ค่ะพี่ แต่อย่าเงียบเฉยแบบนี้ หนูกลัว) นี่ก็ communication breakdown แล้ว 1 คนหลายคนหมดไฟ เพราะนึกไม่ออกว่า ตัวเรามีคุณค่าในแง่ไหนกับองค์กร (เพลงมา ! อยู่นอกสายตาของเธอตั้งไกล) นี่ก็ communication breakdown แล้ว 2 คนหลายคนมองไม่เห็นว่าจะไปต่ออย่างไรกับบริษัท เพราะงานที่ทำ มันก็ซ้ำ ๆ เดิม ๆ (เจ็บแบบซ้ำ ๆ จบแบบช้ำ ๆ) นี่ก็ communication breakdown แล้ว 3

ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัญหาพื้นฐาน ในการสร้างความผูกพันกับพนักงาน หรือ employee engagement นั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก การสื่อสารที่ขาดตก บกพร่อง หรือไม่มีประสิทธิภาพด้วยกันทั้งสิ้น ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น game changer ผู้สร้างมิติใหม่ โดยใช้ช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์กร กับพี่ ๆ น้อง ๆ ในทีมอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้ยาวอยู่ (ยาวทุกเรื่องอะแม่) แต่บอกแล้ว good things take times ไม่ต้องใจร้อน พักหัวข้อนี้ไว้ใน reading list ก่อนดิชั้นก็ไม่ว่าอะไรคุณ หาชาอุ่น ๆ มาสักกา จิบชาไป อ่านไป ก็เพลินอยู่ ถ้าชาพร้อม ใจพร้อม มาค่ะ!

หากถามว่า แล้วงาน ic เนี่ย ใครต้องรับผิดชอบ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีคำตอบเฉพาะว่าต้องเป็น HR ต้องเป็น L&D ต้องเป็น PR บางที่เล่นใหญ่ไฟกะพริบถึงกับมีแผนก ic เลยจ้า ก็ว่ากันไป แต่จากประสบการณ์ส่วนใหญ่ HR จะเป็นคนดูแล L&D เป็นคน support และ PR เป็นคนช่วยตบ (ให้ HR และ L&D อยู่ในร่องในรอยเด้อค่ะ เหอเหอ)

สำหรับคนที่คันอยากทำเรื่อง ic แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เรามาลองตอบคำถามเหล่านี้ ไปพร้อม ๆ กัน น่าจะช่วยให้พวกเราจัดลำดับความสำคัญของมัน แล้วค่อย ๆ ไปต่อกันได้กับ project นี้ค่ะ

1. จะสื่อสารอะไร (what do we want to communicate to the team?)
คำถามแรกบางคนก็แป้กซะแล้ว บางทีก็รู้สึกเหมือนมีเรื่องอยากสื่อสาร อยากบอกต่อ อยากเล่ามากมายเต็มไปหมด จนจับประเด็นไม่ถูกเลยว่า จะเอาอะไรลงบ้าง คำถามนี้ตอบไม่ยาก นึกอะไรไม่ออก กลับไปหารากเหง้าของเราก่อน หลัก ๆ เลย เรื่อง culture ของบริษัท อันนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของ ic เลยนะ พนักงานต้องรู้ว่า objectives ขององค์กรคืออะไร mission statement เอย core values เอย motto เอย พนักงานต้องรู้ เข้าใจ apply ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ การทำ training อย่างเดียว เอาไม่อยู่ มันต้องสื่อสารบ่อยๆ หลายช่องทาง ให้ค่อย ๆ ฝังชิบเข้าไปในเนื้อในจนกลายเป็น DNA ใหม่ของพวกเขา

ตรงนี้แตะเบรกไว้ก่อน (แหม บางคนเครื่องเริ่มติดละซิ) ขอเวลาดิชั้นไปล้างขวดนมลูก หุงหาอาหาร และปรนนิบัติพัดวีสามี ตามหน้าที่ศรีภรรยาที่ดี แล้วมาว่ากันต่อในตอนหน้า วันนี้ สวัสดี ไปก่อน

Love you all as always

ก๊วย

3 ไอเดีย สำหรับคนโนไอเดีย เมื่อต้องนำเกมละลายพฤติกรรม

บี : เป็นอะไรอะกิ๊บ ดูหน้าเครียดแต่เช้าเลยวันนี้
กิ๊บ : วันนี้มี orientation อะดิ ยังไม่รู้จะเอาอาไรมาเล่น กับพนักงาน ตอนเริ่มคลาสเลยอะ แงแง

เคยเป็นอย่างกิ๊บไหมคะ? ในฐานะคนทำเทรนนิ่ง แค่ต้องทำความเข้าใจเนื้อหาสไลด์ที่ใช้สอนก็จะแย่แล้ว ยังต้องคอยตามขนมเบรก (เค้าจะเอามาให้ไหมอะ) แถมยังต้องตามคนมาเทรนให้มาทันเวลาอีก เฮ้อ ไม่มีสมองไปคิดเกมเกิมอะไรหรอก

วันนี้เรามีเกมเล่นง่ายๆ ที่เหมาะจะใช้สำหรับเปิดคลาส เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าสู่เนื้อหาวิชา เหมาะกับผู้เทรนที่ไม่รู้จักกัน หรือไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ค่ะ มาดูกันเลย

เกมที่ 1 – Icebreaker Bingo
How to

-ทำ bingo card ง่ายๆ คล้ายตัวอย่าง

-ใส่คุณลักษณะที่คิดว่าน่าสนใจ หรือเอามาคุยต่อได้ในคลาส เช่น ชอบดูซีรีส์เกาหลี, ขึ้นรถไฟฟ้ามาทำงาน, เป็นทาสแมว, etc

-แจก bingo card ให้กับผู้เรียน

-ให้เวลา 5 นาที เวลาปรับได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เรียน ในการล่ารายชื่อ เพื่อให้ได้ bingo

-เอาคนชนะ ที่ 1,2,3 ออกมาพรีเซนท์ว่าได้ชื่อใคร จากหัวข้ออะไรบ้าง ถามเจ้าของชื่อให้เล่าเพิ่มเติม ก็จะสนุกมากขึ้น รับรองช่วง coffee break เช้าได้เม้าท์กันสนุกแน่นอน


Benefits ให้ผู้เรียนได้รู้จักเพื่อนใหม่ได้ง่ายๆ โดยการค้นหาสิ่งที่เค้าชอบ ทำ หรือเป็น ซึ่งน่าสนใจ มากกว่าตำแหน่งในที่ทำงานของเขา

เกมที่ 2 – Aha Game
How to
อันนี้เหมาะกับเทรนเนอร์ ไฟลนก้นอย่างน้องกิ๊บมาก ไม่ต้องเตรียมอะไรเลย ง่ายมั่ก
-เทรนเนอร์ พูดคำว่า aha! ด้วยอินเนอร์แรงๆ ชัดๆ พร้อมยกมือทั้งสองข้างกำขึ้นแน่น ระดับอกตามภาพ แล้วให้ผู้เรียนพูดตามพร้อมทำท่าพร้อมกัน

-ต่อมา เทรนเนอร์ พูดคำว่า hey! พร้อมยกกำปั้นขวา ชูขึ้น อินเนอร์แรงเหมือนเดิม แล้วให้ผู้เรียนพูดตามพร้อมทำท่าตามภาพ

-สุดท้าย เทรนเนอร์ ปรบมือ 1 ครั้ง แล้วให้ผู้เรียนทำตามพร้อมกัน ทำซำ้ตั้งแต่ต้น 2-3 รอบ พร้อมกัน

Benefits
การที่คนไม่รู้จักกันมาอยู่รวมกัน บรรยากาศจะอึนๆ เล็กน้อยแต่ถ้าได้ทำอะไรง่ายๆร่วมกัน อย่างเปล่งเสียง หรือทำท่าต่างๆ พร้อมกัน ก็เป็นการเรียกพลัง และปลุกความเป็นทีมเวิร์คที่ดีมากๆค่ะ

เกมที่ 3 – Who am I?
How to
⁃ ให้เศษกระดาษเปล่ากับผู้เรียน (ไม่เอากระดาษแข็งเด้อ เพราะจะม้วน)
⁃ ให้ผู้เรียนเขียนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 3 อย่าง ไม่ต้องเขียนชื่อ ม้วนลงไปในโถ
⁃ เทรนเนอร์เก็บกระดาษที่ม้วนแล้ว ของผู้เรียนทุกคนลงโถ
⁃ เทรนเนอร์เลือกขึ้นมาอ่าน แล้วให้ผู้เรียนทายว่าคนนั้นคือใคร
Benefits
ฝึกการสังเกต เดา ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น มีcontent ไปเม้าท์ต่อกันได้ ช่วง coffee break คล้ายเกมแรกค่ะ

วันนี้เอาไป 3 เกมก่อนใครลองเอาไปเล่น แล้วปังปุริ ยังไง ก็เอามาเล่าให้ฟังบ้างน้า เชื่อเถอะกิจกรรม icebreaking ถ้าเราทำดีๆ มันช่วยเราได้เยอะมาก ตอนสอน เราจะเหนื่อยน้อยลงมากเพราะคนในคลาสจะเริ่มผ่อนคลาย และอยากจะมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น หรืออาจถึงขั้นแซวกันไปกันมาเลยทีเดียว และถ้าจุดนั้นบังเกิด เราก็คือเทรนเนอร์ที่ happy ที่สุดที่ได้อยู่ในโมเม้นท์นั้นๆ

TOP 3 Drama ที่คนทำเทรนนิ่งต้องเจอ (Part III)

และสำหรับดราม่าสุดท้ายที่เทรนนิ่งจะต้องเจออย่างแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับความเต่าตมนี้ก็คือ…

ดราม่าแล้ว 3 – เซอร์วิสห่วยแตก แขกด่าเดลี่ เทรนนิ่งอยู่นี่ ทำไงดี บอกหน่อย!!?

เวลามีแขกคอมเม้นท์เรื่องการบริการ เรื่องพนักงาน หรือแม้กระทั่งทักษะด้านภาษาอย่างภาษาอังกฤษเนี่ย เวลาได้ยินได้ฟังหรืออ่านคอมเม้นท์เหล่านี้ หัวใจของเทรนนิ่งจะกลวง ๆ โหวง ๆ ใจคอไม่ดีเลยค่ะ ยิ่งถ้ามีการอ่านมหากาพย์การด่ากราดของแขกในที่ประชุม มือเรานี่เย็นเฉียบ ใจเต้นไม่เป็นระสำ่ ทันใดนั้นนายอย่าง GM ก็พูดขึ้นมาด้วยนำ้เสียงอันดุดันว่า “เทรนนิ่งทำอะไรอยู่ ?” เรานี่ ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เรื่องที่เตรียมไว้ว่าจะพูดลืมไปหมดสิ้น ว่าแล้วนายก็เริ่มร่ายยาวว่า ช่วงนี้คอมเพลนเรื่องพนักงานบริการแย่เยอะมาก เรามี sop (standard operation procedure) เรื่องนี้ไหม ? (กรูเกลียดคำถามนี้มาก มึงไม่รู้แล้วกูจะเหลือเหรอ??) สายตาทุกคู่มุ่งตรงมายังเทรนนิ่งโดยมิได้นัดหมาย เหมือนเป็นการกดดันเบา ๆ ว่า แกตอบอะไรไปสักอย่างซิ อย่า dead air แบบนี้ ก็จะไม่ให้เงียบได้ไง เริ่มงานมาได้ 2 อาทิตย์กรุบ ๆ หน้าตาอี sop นี่ก็ยังไม่เคยเห็น แค่วัน ๆ ทำเทรน กับตาม online training ก็หมดวันแล้วไหมอะ จะให้ตอบอาไรอ้า แง อยากเอามือซบหน้ากรีดร้อง แล้ววิ่งออกไปจากตรงนี้

Standard Operation Procedure (SOP) หรือ เอกสารคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงาน เป็น ขั้นตอน หรือ กระบวนการ ทำงานมาตรฐานขององค์กรต่างๆ ที่มีบทบาทแตกต่างกันไป ตามการทำงานของหน่วยงานนั้น ๆ และให้ยึดเป็นหลักในการทำงาน หากไม่มี SOP ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ องค์กรก็จะไม่มีมาตรฐานในการทำงานและทำให้เกิดความผิดพลาดมากขึ้นนะเคอะ
(ขอบคุณข้อมูลจาก aresth.co.th)

สติค่ะสติ
ไม่ต้องตกใจ เจอแน่นอน ซีนดราม่าแบบนี้ แต่ก็ต้องตั้งสติ หายใจเข้าออก ลึก ๆ ยาว ๆ แล้วค่อยแก้ปมกันไป ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจาก การที่เราไม่ได้ทำ sop เป็นของเราเอง พอมาถึงก็เซิ้งกันเลย ต่างคนต่างมีกระติบกันคนละใบ เซิ้งกันไปคนละทิศละทาง ส่วน sop (ที่พอจะมีอยู่) ก็คือ อาจจะก๊อปเค้ามา เอามาจากที่ทำงานเก่า คือ บางอย่างมันก็มีความเหมือนร่วมที่พอจะถูไถไปได้ แต่บางอย่างมันก็เอาของเก่ามาใช้ทั้งดุ้นไม่ได้นะคะ เอาง่าย ๆ ว่าถ้าแขกมาถึงร้านอาหารของเรา standard ทั่วไปจะบอกว่าให้ greet the guests ไม่ได้แปลว่า กรี๊ดใส่แขก (ถึงแม้ว่าบางครั้งอยากกรี๊ดใส่จริง ๆ ก็ตาม) นะเด็ก ๆ มันคือ การทักทายแขกหรือลูกค้า ทักอย่างไรอะ พูดว่าอะไรละ แต่ละที่ไม่เหมือนกันนะ จะให้ไหว้ แล้วพูดว่า สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิง หรือ Good morning, how may I help you ? จิปาถะเหล่านี้ ไม่เขียนไว้ให้แตก หัวแตกโดนตีแสกกันมาเยอะแล้วนะกับเรื่องเบ ๆ แบบนี้ ฉะนั้น การ create sop ไว้ใช้ในแผนกต่าง ๆ สำคัญมาก ยอมเหนื่อยตอนนี้ แล้วไม่ต้องมาปวดหัว กินยาแก้ไมเกรนกันทีหลังค่ะ

แนะแนวทางเบื้องต้นในการแก้ปัญหาไม่มี sop

⁃ หลังจากตั้งสติได้แล้ว ให้ลองมารื้อดูว่า มันมีอะไรที่คล้ายคลึงกับ sop บ้าง และหลงเหลืออยู่ตรงไหน อาจจะมี ลองถามจากนายเรา เพื่อน ๆ ในทีม หรือแม้กระทั่งคนที่เคยอยู่ตรงนี้มาก่อนเรา (อิจฉาเค้าจัง ได้ไปผุดไปเกิดที่อื่นแล้ว) เค้าจะอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเราก็ได้ (ลืมเรื่องเสียหน้า แล้วมองที่เป้าหมายดีกว่าเนอะ)
⁃ บอกได้เลยว่า หากสืบค้นดี ๆ เจอแน่นอน ยกเว้นธุรกิจที่เพิ่งเปิดใหม่ใสกิ๊ก อาจจะไม่มีจริง ๆ (โอกาสหน้าจะมาเล่าเรื่องการทำ sop ตั้งแต่ต้นให้ฟังค่ะ)
⁃ คราวนี้ถ้า sop เก่า ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ให้รวบรวมและทำการชำระสังคายนาซะ
⁃ ขั้นตอนนี้สำคัญ GM หรือ นายใหญ่เราต้องเอาด้วย เทรนนิ่งทำคนเดียวไม่ได้แน่นอน sop เหล่านี้มีไว้เพื่อเป็นมาตรฐานในการทำงานของส่วนต่าง ๆ ดังนั้นหัวหน้าแผนก และลูกทีมที่ senior ต้องช่วยเรา update sop เหล่านี้
⁃ เวลาทำอะไรแบบนี้ ให้มองภาพว่า เราเหมือน curator หรือ ภัณฑารักษ์ มีหนัาที่เก็บรวบรวม ให้สมบูรณ์ ครบถ้วน ถูกต้อง และอยู่ในแหล่งที่เข้าถึงได้ง่าย คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำ sop เหล่านี้คือ หัวหน้าแผนกนะคะ ไม่ใช่เรา
⁃ ออกอีเมลไปว่า จะมี project update sop มี link อยู่ตรงนี้ ให้กำหนดเวลาแต่ละแผนกในการเข้าไป update sop เหล่านี้ สมมติให้เวลา 1 เดือน ควรส่ง weekly update ด้วยว่าแผนกไหน update ไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว
⁃ พอทุกแผนก update เสร็จก็ถึงเวลาตรวจทานของเทรนนิ่ง ก็ต้องมานั่งอ่าน นั่งทานกันจนปวดลูกตา พานอยากตัดแว่นใหม่กันเลยทีเดียว อย่าลืมดูตัวสะกด logo ที่ถูกต้อง รวมถึง template ที่ใช้ต้องเป็นแบบเดียวกันเน้อ
⁃ หลังจากจบงาน curator และ editor ของเราให้ส่ง link ให้ท่านผู้นำ อ่านดูอีกรอบ ถ้าท่านน่ารัก ท่านจะเปิด random check บางแผนก และมักเจอแจ็คพอทอะไรที่เรามักมองไม่เห็น บางท่านพีคมาก เคยเจอแบบ print เอาไปเป็น reference แล้วไป observe การทำงานจริง แล้วเอากระดาษนั้นกลับมาให้เรา อื้อหือ ปากกาแดงเถือกเต็มแผ่นไปหมด เราก็ต้องประสานกลับไปที่แผนกให้แก้ไข รีวิวเพิ่มเติมก็ว่ากันไป (มันไม่จบง่าย ๆ หรอกย่ะหล่อน)
⁃ พอได้รับฉบับแก้ไขกลับมา ให้ช่วยกัน cross check กับแผนกต่าง ๆ ว่าแต่ละ sop ที่เค้าทำกันมานั้นมัน make sense ไหม แก้ไขบางจุด ที่ต้องปรับเปลี่ยนอีกรอบ ส่งให้นายใหญ่ approve อีกครั้ง ก็น่าจะพอใช้งานได้
⁃ ติ่งนิดนึงคือ ข้อมูลเหล่านี้ เราเรียกว่า เป็น live document หากมีอะไรเปลี่ยนแปลง ให้แต่ละแผนกเข้าไปปรับเปลี่ยนแก้ไขได้เสมอ อย่าลืมเปลี่ยนวัน update ให้เป็นปัจจุบัน และ acknowledge ให้เราได้ทราบ

จบแล้วจ้ามหากาพย์ความดราม่าที่พวกเราเหล่าเทรนนิ่งเยาวชนต้องเจอะเจอ วันนี้ไปก่อน เจอกันใหม่ตอนหน้า

The problem is not the problem. The problem is your attitude about the problem.
Jack Sparrow

Love you all as always

ก๊วย

Top 3 ดราม่าที่คนทำเทรนนิ่งต้องเจอ (ตอน 2)

มาต่อกันเลย กับดราม่าที่ 2 ที่คนทำเทรนนิ่งต้องเจอ

ดราม่าแล้ว 2 – ตามคนเข้าเรียนออนไลน์
ยุคสมัยเปลี่ยนไปการเทรนในห้องไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์กับเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว online training จึงได้เข้ามาครอบครองพื้นที่ในการเทรนมาพักใหญ่ แต่เรื่องเศร้าอย่างหนึ่งที่คนทำเทรนนิ่งอย่างเรารู้ดีก็คือ เนื้อหา วิชา มันไม่ได้หวือหวา sexy จนกระตุ้นให้เราอยากเข้าไปเองเหมือน Netflix ซะที่ไหนละ? เอาเป็นว่า ถ้าไม่บอกว่าวันนี้ deadline หัวข้อนั้นนี้ ไม่มีอะ ที่คนจะเข้าไปเรียน บางวิชาเข้าไปจริง แต่พ่อเล่นคลิก next อย่างเดียวเลยค่ะ เรียน 2 นาที จบ! เริ่ด! บางวิชา เหลืออยู่แค่คนสองคนยังไม่ได้เรียน มา! จัดให้ เอา password มาซิ เดี๋ยวเทรนนิ่งจัดให้ด่วน ๆ เศร้าไหมคะคุณผู้ชม? บางหัวข้อ จำได้ทุกคำถามเลยว่าต้องตอบอะไร เพราะเรียน (นั่งคลิกจนมือหงิก) ให้เพื่อนเกือบ 20 คนแล้วเด้อ กรีดร้อง แกโดนจ้างมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ใช่ไหม? ไม่นะ!!!

สติค่ะสติ
การตามคนมาเข้าเทรนได้ยากฉันใด การตามคนมาเข้าเทรน online ก็ตามได้ยากยิ่งฉันนั้น สาเหตุส่วนใหญ่คือ ไม่มีเวลา ขาดแรงจูงใจ มันไม่ค่อยสนุก (ออกจะน่าเบื่อในบางครั้ง) ไม่มีคอม เน็ตไม่ดี website ไม่ friendly ใช้งานโคตรยาก โหลดบางวิชามาเรียนเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ชั้นเรียนชาตินี้นะยะ ไปทำอย่างอื่นดีกว่าวุ้ย อะไรเหล่านี้ มันก็บั่นทอนผู้เรียนไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งบางสาเหตุมันก็เข้าใจได้จริง ๆ แต่เอาเถอะพวกเราเหล่าเทรนนิ่ง หมดเวลาดราม่าค่ะ เราไปต่อกันยังไงดีกว่า

แนะแนวทางเบื้องต้นในการ monitor online training
⁃ สำหรับเรา เราให้ความสำคัญกับ communication มาอันดับ 1 หัวข้ออะไร คนไหนต้องเรียน เมื่อไหร่ต้องจบ โปรยไปก่อนเลย จะขยับหรือไม่ ไม่รู้ บอกไปก่อน
⁃ แต่ก็ไม่ใช่ว่าส่งอีเมลแจ้งไปแล้วคือจบงานของเรา แล้วค่อยโผล่มาทวงอีกที 1 วันก่อน deadline มันก็ไม่ใช่ ดังนั้น การสื่อสารที่ต่อเนื่องเป็นระยะ อย่าง weekly update ก็ช่วยได้เยอะเลย ว่าแผนกไหน มี movement อย่างไร ทำไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นการช่วยให้หัวหน้าแต่ละส่วน เห็น status ของแผนกตนและช่วยเรา drive ได้อีกทาง
⁃ ช่วงที่เราส่ง weekly update ก็อย่าสักแต่ส่งและรอผลบุญอย่างเดียว หากแผนกไหนยังไม่ขยับ หรือ records ไม่กระเตื้องเลย ให้ใช้วิธี direct sale เสริม กล่าวคือ โทรแจ้งหัวหน้า ว่าเราจะไปหาเป็นรายบุคคล นัดวันเวลาที่แน่ชัด (พวกแกต้องไปจริง ๆ นะ!) วิธีนี้ใช้เวลาหน่อย แต่เราจะรู้ปัญหาที่แท้จริงว่าทำไมพวกเค้าถึงยังทำไม่เสร็จสักที บางคนพอเราไปหา ถึงบางอ้อเลย เช่น กดปุ่มผิด จอมันก็ไม่ไปหน้าสุดท้ายซักที หรือเรียนจบแล้วแต่ไม่เข้าไปทำ test ระบบมันก็ยังอ่านว่ายังเรียนไม่จบ สารพัดสารเพปัญหาที่เราจะเจอ แต่ไปเหอะ รับรองว่า part นี้ได้ใจพนักงานไปเต็ม ๆ นึกภาพป้า ๆ ที่ยังจับ mouse ไม่ค่อยเป็น (ค่ะ ยังมีคนแบบนี้หลงเหลืออยู่ในโลกค่ะคุณ) แล้วมองเราด้วยสายตาอยากขอบคุณออกไหม ความซาบซึ้ง ความใสซื่อของพวกแก ที่ทำให้เราโกรธไม่ลงว่าทำไมเรียนไม่จบสักที อะไรแบบนี้ทำให้หัวใจพองฟูนะ ลองดูซิ!
⁃ วิธี reward / recognize ก็ยังเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล เรียนจบแล้ว ได้ขนม ได้ปากกา ได้มาม่า (อย่าด้อยค่า เดี๋ยวนี้มาม่าแพงนะเออ เธอเอ๋ย) ไปคิดกันดู
⁃ บางทีการแบ่งพื้นที่เอาไว้ใช้เรียน online และจัดสรรอุปกรณ์พื้นฐานอย่างคอมพิวเตอร์ ไอแพด ไว้ให้เพื่อนพนักงาน เข้ามาเรียนก็เป็นอะไรที่ basic แต่จริง ๆ เราว่าดีมากเลย อย่าคิดว่ายุคสมัยนี้ใคร ๆ ก็เข้าถึงอุปกรณ์พื้นฐานแบบนี้กันหมดแล้ว ผิดมากค่ะ บางคนเรียนไม่จบเพราะเน็ตไม่ได้เติมก็มีถมถืด ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่ควรมองข้าม ยิ่งทำห้องเรียน online ให้น่ารัก กรุบกริบ เหมือนมาคาเฟ่ มีกาแฟ มีคุกกี้ มีเพลงบอสซาโนวาเปิดคลอเบา ๆ ขี้คร้านหัวกระไดไม่แห้งเลยค่ะคู้น

และแล้ว เรื่องคนไม่เรียนออนไลน์นี้จะไม่เป็นประเด็นหรือ ดราม่าสำหรับเราอีกต่อไป หากเราเข้าใจว่าปัญหาที่เข้ามา เปิดโอกาสให้เราได้คิด ต่อกร สู้รบ ปรบมือ จัดการ เรียนรู้ เติบโต คล้ายคำพระที่ว่า ดราม่า (ปัญหา) มา ปัญญามีเน้อ

Love you all as always

ก๊วย

TOP 3 Drama ที่คนทำเทรนนิ่งต้องเจอ

เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากรุ่นน้องในวงการเทรนนิ่ง ที่เพิ่งไปเริ่มงานที่ใหม่ได้ไม่นาน นางบ่นกะปอดกะแปดแกมหนักใจว่า ไม่รู้จะไหวไหมพี่ก๊วย เพราะที่ใหม่มีปัญหาที่ต้องสางเยอะมาก เราในฐานะรุ่นพี่ที่อยู่ในวงการมานานมากจนไม่อยากจะนับปี ได้ฟังสิ่งที่นางบ่นก็รู้สึกว่า ไม่ได้ต่างจากตอนที่เราเริ่มทำงานในสายนี้เท่าไหร่เลย ปัญหาที่คนทำงานเทรนนิ่งเจอ ก็วน ๆ คล้าย ๆ เดิม ต่างก็แค่ตัวละคร และสถานที แต่เนื้อหาและความดราม่า ยังเหมือนเดิมเป๊ะ ๆ วันนี้เลยเกิดไอเดีย จะมาเล่าให้น้อง ๆ ฟังว่า ปัญหาคลาสสิคที่เทรนนิ่งต้องเจอ และวิธีคิดให้หลุดพ้นจากความดราม่าบ้าบอคืออะไร ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเราสามารถประคองตนและคงสติไว้ ไม่ไห้ลมปราณแตกซ่านจนเลือดออกทวารทั้ง 7 ไปเสียก่อน ว่าแล้วก็ขอให้พวกเราผ่อนลมหายใจเข้าออกยาว ๆ แล้วกวาดสายตาเชิญทัศนาไปพร้อมเพรียงกัน

ดราม่าแล้ว 1
วันนี้วันจันทร์แรกของเดือน มีวิชา orientation หรือ ปฐมนิเทศพนักงานใหม่ กิ๊บพุ่งหัวไปออฟฟิศด้วยหน้าที่สด กว่าปลาแต่เช้าตรู่ เพื่อจัดห้องเทรน เตรียมเอกสารที่ต้องใช้สอน ตามขนมช่วงคอฟฟีเบรก บลา บลา บลา คลาสเริ่มเวลา 9 โมงเช้า ตอนนี้อีก 5 นาที 9 โมง พนักงานโผล่หัวเข้ามาแบบงง ๆ 2 คน คำถามที่เกิดในใจ (ระหว่างแต่งหน้ารอนักเรียนไปด้วยคือ) แล้วอีก 12 คนหายไปไหนวะ? อีเมลก็แจ้งล่วงหน้าไปแล้ว แถมโทรเตือนแต่ละแผนกว่าอย่าลืมเข้า orientation วันจันทร์นะตะเอง ไลน์ไปเตือนด้วยอี๊ก แล้วไฉนถึงเป็นอย่างนี้ ใครช่วยตอบที แง (น่งหน้าไม่ต่งไม่แต่งมันแล้ว!!)

สติค่ะสติ :
แหม อันนี้นี่ปัญหาคลาสสิคของคนทำเทรนนิ่งเลย คือจัดเตรียมการสอนไว้ซะดิบดี แต่พอถึงวันเทรน เห็นจำนวนพนักงานที่เข้ามาเรียนแล้วใจห่อเหี่ยวมาก นับนิ้วมือวนไปมาสิบรอบ คนเรียนไม่เพิ่มขึ้นเลย ยิ่งวิชาไหน มีนาย ๆ ต้องเข้ามาพูดคุยนี่ หมอรับเย็บหน้าเทรนนิ่งแทบไม่ทัน ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เกณฑ์นักศึกษาฝึกงานเข้ามานั่งให้ห้องดูเต็ม ๆ ก็มี นายจับโป๊ะได้อี๊ก คุยไปคุยมา อ้าวพวกยูเป็นเทรนนีเหรอ? นายหันมามองหน้าเทรนนิ่ง คิดในใจ ธรณีสูบข้าไปทีเถิด

ปัญญามาค่ะ :
ก็บอกแล้วว่าปกติมาก ดราม่าไม่มีคนเข้าเรียน อย่าคิดมากเกิน เอาไงต่อดีกว่า ส่วนใหญ่ปัญหาพวกนี้ คือ ไม่มีคนทำงาน คือส่งมาเทรนก็ได้ แต่ขาดคนทำงาน หัวหน้าก็กลัวหัวขาด ก็ต้องเลือกงานก่อนเนอะ เทรนนิ่งก็เลยเจอคนเรียนน้อยโหรงเหรงแบบนี้ บางทีคอนเฟิร์มไว้ดิบดีว่าจะเข้า แต่มันยุ่งกะทันหันก็มี เลยไม่ได้มาปรากฏตัว บางทีตัวมานั่งเรียนแล้วแต่ลูกค้าดันมาช่วงนั้น โดนโทรมาตามให้มาช่วยหน้าบ้านก่อนเร็ว ๆ เลย คนเรียนก็วิ่งหน้าตั้งออกไปจากห้องแบบไวเว่อร์ (คือจริง ๆ ง่วงมาก รอโอกาสนี้มานานแล้ว บั๊ย! ไม่เคยรักแขกแบบนี้มาก่อนเลยเรา)


แนะแนวทางแก้ดราม่าคนไม่เข้าเทรน
⁃ เขียน training policy เรื่อง training attendance อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
⁃ ในนั้น ควรระบุใจความสำคัญถึงจำนวนชั่วโมงที่ต้องเข้าเทรนต่อปี วิชาอะไรบ้างที่แต่ละคนต้องเข้า ถ้าบางที่มี policy ไว้อย่างดิบดีแล้วก็สบาย แต่อย่าลอกมาทั้งดุ้น เค้าไม่อ่าน มันยาว เวิ่นเว้อ เอาเฉพาะใจความสำคัญ มาใส่ เน้นย้ำ ทำให้มันเป็น wording ที่ดูเย้ายวน sexy น่าสนใจ จือปากหน่อย ๆ โอเค๊?
⁃ สื่อสารให้หัวหน้าทุกภาคส่วนเข้าใจตรงกัน
⁃ ก่อนเริ่มเทรน ถ่ายรูป ส่งเข้าไลน์กรุ๊ปหัวหน้าแผนก update คร่าว ๆ ว่า วันนี้มี orientation (สมมุติว่า) กำลังจะเริ่ม expect 12 คน ปรากฎกายแล้ว 2 จากแผนกแม่บ้าน แล้วแคปเจอร์รายชื่อผู้เข้าเรียนทั้งหมดว่าคือใคร ส่งไปในนั้น (อันนี้ดีนะ ซาดิสม์นิดหน่อย ตีแสกหน้ากันไป แต่มัน real time ดี ฟีดแบค immediate ใช้ได้ทีเดียว)
⁃ คราวนี้ถ้าเราต้องเทรน จะกี่คนก็เทรนไปนะ the show must go on ลูก คนเรียนน้อยก็ขยับให้สั้นหน่อย รู้จักปรับ แก้ไขสถานการณ์กันไป จำไว้ว่า ทุกคนที่เข้ามาเทรนกับเรา คือผู้มีพระคุณให้เราได้ฝึกปรือวิชา จะมาน้อย มามากอย่าด้อยค่า ไม่อยากเทรน
⁃ พอเทรนจบ ส่งเป็นอีเมลให้ทุกภาคส่วนรับทราบอีกครั้ง สรุปสั้น ๆ ว่า เทรนวิชาอะไรไป จำนวนคนที่เข้าเรียนเท่าไหร่ แบ่งเป็น percentage แต่ละแผนก ทำเป็นกราฟแท่ง ก็ดูง่ายดี สรุปคอมเม้นท์จากคนเรียน ที่น่าสนใจสัก 3 – 4 bullet points และใส่ key message ที่เราอยากเน้นย้ำ ตบท้ายไปนิดนึง เช่น วิชานี้เป็น compulsory topic ทุกคนต้องเข้า จะมีสอนอีกแค่ 2 ครั้ง คืออังคาร กับพุธหน้า แถมรายชื่อคนที่ยังไม่ได้เรียนตบท้ายกรุบ ๆ
⁃ บางวิชาเราแพลนไว้ว่า ต้องเทรนวันนั้นวันนี้ แต่พอเก็บไปสักพักอาจต้องปรับเปลี่ยนแผน เพราะเวลามันไม่ได้ เช่นบางคนทำงานรอบดึก บางคนลายาว ป่วยนาน ลาคลอด เทือกนี้ ก็อาจต้องเพิ่มคลาส หรือ ปรับเวลามาเทรน อาทิ คลาส very early bird เริ่ม 7 โมงเช้า (กลัวใจเทรนเนอร์ตื่นสายมาก) หรือเทรนรอบเที่ยงในแคนทีนไปเลยก็มี เป็น training lunch เก๋ไปอี๊ก) อันนี้ไม่เอาเป็นกระแสหลักนะน้อง ๆ หนู ๆ ทำเป็นกรณีไป
⁃ บางทีการให้ reward หรือ recognize คนที่มาเทรนสม่ำเสมอก็ช่วยได้ ถือเป็นการให้ค่าการกระทำที่ดี ที่เราอยากให้เป็นแบบอย่าง เพราะเราต้องยอมใจคนพวกนี้นะ เพราะพวกเขามีงานหลัก และเอกสารกองมหึมารออยู่ที่โต๊ะทำงาน การที่คนเหล่านี้เห็นความสำคัญของเทรนนิ่ง และแบ่งเวลามาเทรนได้อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นการกระทำที่น่ายกย่อง และต้องขอกราบใจพวกท่านงาม ๆ มาไว้ ณ จุดนี้


นี่คือแนวทางเบื้องต้นที่อยากให้พวกเราลองนำไปปรับใช้ดูค่ะ ไม่อยากจะพูดคำที่เค้าใช้จนเกร่อว่า ไม่มีแนวทางใดเป็นสูตรเฉพาะตายตัวสำหรับการแก้เรื่องคนไม่เข้าเทรน แต่ละที่ มี nature ของปัญหาแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่แม่แค่อยากจะบอกคือ อย่าท้อ เมื่อเจอดราม่าแบบนี้ เราอาจจะไม่เจอวิธีแก้ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่แรก แต่เชื่อเถอะ the more we do, the better we do…แล้วมันขยายความคิดเรื่องนี้ ไปใช้กับวิธีคิด วิธีการทำงานเรื่องอื่น ๆ ของเราได้อีกมากมายมหาศาลเลยทีเดียว หากปลดล็อกเรื่องนี้ได้

ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกกับการทำเทรนในทุก ๆ วันค่ะ


Love you all as always


ก๊วย