มิตรรักแฟนเพลงที่เทรนนิ่งต้องเคารพรัก


มีคนหลายคน มีความสามารถหลากหลาย มีความรู้มากมาย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะอะไร แม่ก็ยังไม่แน่ใจ ไม่กล้าฟันธง แต่จากประสบการณ์แม่ที่อยู่ในอาชีพนี้พักใหญ่ สิ่งหนึ่งที่มองเห็นคือ พวกเขาเหล่านั้น ยังขาดความเข้าใจในจุดสำคัญว่า ความรู้ในการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่ง แต่ความรู้ในการทำงานกับคน ก็สำคัญเช่นกัน คนที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานเทรนนิ่งนั้น คือ คนที่ประสานความรู้ของตัวเอง และความรู้ในการทำงานกับคนได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว วันนี้เราจะมาพูดถึงศิลปะการทำงานกับ 3 บุคคล ที่เหล่าเทรนนิ่งเยาวชน ต้องหมั่นประสานใจพวกเขาเหล่านั้นเอาไว้ พวกเขาคือใคร และเพราะอะไรถึงสำคัญกับพวกเรา ถ้าพร้อมแล้ว เหล่าเทรนนิ่งผู้กล้า เชิญทัศนา ลากลูกตาไปพร้อมเพรียงกัน

1. Director HR หรือ หัวหน้าแผนกบุคคล

ทำไม ? ทำไมน่ะเหรอ ก็เขาเป็นนายแกไง ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า นายสำคัญกับการทำงานของเราอย่างไร การมีสัมพันธภาพที่ดีกับนายนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะทำให้เรารอดหรือร่วง ในที่ใดที่หนึ่ง แผนกเทรนนิ่งนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ใต้เงาของ HR เพราะเป็นแผนกที่ support ด้านคน ดังนั้นยังไง้ ก็ต้องทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรให้นายเอ็นดู เบสิคง่าย ๆ ก็คือ ทำงานที่เรารับผิดชอบหรือดูแลให้ดี อาสาหรือช่วยเหลืองานเพิ่มเติมถ้าได้รับมอบหมาย สื่อสารกับนายบ่อย ๆ (จำไว้ว่า เกินดีกว่าขาด ไม่มีนายคนไหนบ่นว่า โอ้ย กิ๊บ เธอให้ข้อมูลชั้นเยอะไปแล้วนะ สมองชั้นจะระเบิดแล้ว ไม่มีอะ ส่วนใหญ่ จะบ่นว่าทำไม นางกิ๊บมันไม่บอกชั้นเนี่ย) เรียนรู้เนเจอร์ของนายว่าเป็นคนแบบไหน และปรับสไตล์การทำงานให้สอดคล้องกัน รู้ตารางคร่าว ๆ ว่าแต่ละวัน แต่ละวีค นายมีอะไรที่ต้องตาม หรือทำให้เสร็จ เราจะได้คอย support หรือ หาข้อมูลมาสนับสนุนให้ถูกจุด แค่นี้นายก็รักไม่ไหวแล้วไหมอะ

2. เลขาจีเอ็ม หรือ เลขาซีอีโอ

ทำไม ? เค้าคือ บุคคลสำคัญ ผู้กุมบังเหียนเวลาของผู้บริหารบริษัท ดังนั้นงานใดของเราจะเกิดหรือจะดับ คน ๆ นี้มีส่วนอย่างมาก เอาง่าย ๆ แค่จัดเทรนนิ่งหัวข้อใหม่ แล้วอยากให้จีเอ็มมา speech ช่วงต้น หากเราไม่ได้รับ slot เวลาที่เจียดมาให้ จากนักบล็อก schedule มือทอง อย่างเลขาจีเอ็ม งานนั้นไม่เกิดแน่นอน ดังนั้นคนนี้ ก็สำคัญ เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดตารางเวลาของนายโดยตรง หากเราต้องการให้นายอนุมัติอะไรด่วน คน ๆ นี้ยังสามารถลัดคิว บอกใบ้ ว่าตอนนี้นายเดินไปเข้าห้องน้ำนะ ถือเอกสารพร้อมปากกาแล้วไปดักรอ เจอตัวนายแน่นอน ไปดักแล้วเจอนายจริง นายเซ็นมาให้จริง (แบบงง ๆ กรูเพิ่งขรี้เสร็จ) เริ่ดไหมล่ะ คือต้องเข้าใจว่า นายใหญ่ ๆ เนี่ย เวลาเป็นเงินเป็นทอง หาตัวจับยากมาก คนที่สามารถกลายเป็นนางฟ้า ในช่วงเวลาคับขัน ก็คือคน ๆ นี้นี่เอง แล้วต้องทำอย่างไร ถึงจะได้รับความเอ็นดูจากเลขาจีเอ็ม แม่ว่า น่าจะคล้าย ๆ ข้อ 1 อะ ก็ทำงานของเราให้ดี มีมารยาท รู้จักกาลเทศะ เวลาพบพี่เค้าตามงานต่าง ๆ ก็ยิ้มแย้ม ทักทาย มีน้ำใจ จริงใจ ไปเที่ยวไหนมีของติดไม้ติดมือมาฝากบ้าง (ส้มโอสักลูก ทุเรียนสักแพ็ค55) อย่า อย่า ให้ดูเอิกเกริก เป็นพวงกุญแจน่ารัก แฮนด์ครีมหลอดจิ๋ว หรือลิบบาล์มหอม ๆ แค่นี้ก็น่ารักเว่อร์แล้วไหม (ปล. ของฝากพวกนี้เป็นแค่ gimmick ที่แค่ต้องการบอกว่าเราระลึกถึง ไม่ได้ให้พวกเรามุ่งเน้นแต่สิ่งนี้เด้อ ยังต้องผลิตผลงานดี ๆ มีคุณภาพต่อไปนะเด็ก ๆ )


3. IT manager

ทำไม ? ยุคนี้ พวกเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเค้า มันคือ technology era ยิ่งถ้าเป็นมนุษย์ low tech อย่างแม่ ยิ่งต้องพึ่งพ่อพระ digital พวกนี้ อัศวินม้าขาวเหล่านี้จะมาคอยช่วยเรายามคับขัน เช่น ไวไฟไม่ขึ้น เทรน ๆ ไป หน้าจอคอมดับ ไฟล์เสียงไม่มา แปลงfileต่างๆ ให้เราเอามาทำมาหากินต่อ จนได้ดิบได้ดี แต่ไม่ค่อยมีใครให้เครดิตเท่าไหร่ เพราะพวกเขาพูดน้อย ไม่ค่อยทวงบุญคุณ วันๆ ก้มหน้าก้มตาอยู่แต่หน้าคอม (พิมพ์ไป นี่ก็นึกถึง เหล่าไอที ที่ได้ร่วมบุญ ช่วยเหลือกันมา คิดถึงจัง) ดังนั้น เราต้องน่ารักกับเหล่าไอทีเอาไว้ให้มาก แล้วทำไงจ๊ะ ก็คล้าย กับ ข้อ 1 ปน ๆ กับ ข้อ 2 เป็นมิตร จริงใจ วันไหนเค้าช่วยอะไรเราสักอย่าง แค่กาแฟเย็นเซเว่นสักแก้ว เขียน thank you note แปะไว้ แค่นี้ เราก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารักมาก ที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ พร้อมจะช่วยเหลือแล้วจ้า

นี่แหละค่ะ 3 บุคคลสำคัญที่เหล่าเทรนนิ่งเยาวชน ต้องคอยบริหารมิตรภาพเอาไว้ให้ดี ไม่แน่นะ หากเราทำงานด้วยกันบ่อย ๆ พวกเขาเหล่านี้ อาจจะกลายเป็นเพื่อนสนิทในที่ทำงานไปเลย ซึ่งหากเรามีเพื่อนดีๆในที่ทำงาน แม่จะบอกเลยว่า มัน-ดี-มาก แม้ในที่ทำงานจะไม่ได้มีเรื่องสนุกทุกวัน (แน่ย่ะหล่อน เค้าไม่ได้จ้างให้มาเที่ยวเล่นนะ) ความรู้สึกมันจะเปลี่ยนไป มันจะอยากมาทำงาน อยากมาเจอเพื่อน อยากมานั่งกินขนมเม้ามอย แบ่งปันสารทุกข์สุกดิบกัน บ่นคนนั้น เม้าคนนี้ โลกทำงานจะดูโหดร้ายน้อยลง 0.2% เพราะเพื่อนดีๆ ในที่ทำงานนี่แหละ จริง ๆ ตรงนี้น่าจะเอามาใช้เป็นคำถามในการวัดความผูกพันของพนักงาน กับองค์กร (engagement survey) ด้วยนะว่า
Do you have an amazing friend at work?
Yes or No?
ตอบข้อไหน ถามใจเธอดู

ตบ webinar ให้จบ ต้อง…

นาย : กิ๊บวันนี้ webinar ของ training เป็นไงบ้างอะ
กิ๊บ : เหมือนเดิมอะคะ
นาย : เหมือนเดิม หมายถึง ??? (คอเริ่มแข็ง คิ้วเริ่มผูกโบ มาพร้อมกับสายตาพิฆาตเลเวล 10)
กิ๊บ : หนูไปเปิดไฟห้องเทรนก่อนนะคะ วันนี้ FB มาใช้ห้องค่ะ (รีบเผ่นอย่างไว)

เคยเป็นเหมือนกิ๊บไหมคะ คือพอจบ webinar แล้วก็ยังจับประเด็นอะไรไม่ได้ จดโน้ตเอาไว้ก็อ่านไม่รู้เรื่อง (ง่วงมากแม่ ณ จุดนั้น) รอเค้าส่งสไลด์สรุปมาให้ดีกว่า กิ๊บรอได้ แต่นายคงไม่รอค่ะ ยิ่งนายบางคน เป็นคนหิวข้อมูล (เกลียดที่สุดการรู้อะไรหลังชาวบ้าน) เรายิ่งต้องกรองให้ไวกว่าใจนาย แต่ถึงนายเราจะต่อนยอน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เรารับผิดชอบโดยตรง การสรุปประเด็นสำคัญ ๆ หลัง webinar ได้ไว จึงสำคัญมาก เพราะเรื่องบางเรื่องเราสามารถ take action ได้ทันที วันนี้เราจึงอยากนำเสนอ เทคนิคพิชิต webinar เอาไว้ไปใช้กันค่ะ มา!

ถึงปีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก webinar กันอีกต่อไป มันได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานของเราไปแล้ว คำว่า webinar ย่อมาจาก web-based seminar คือ การประชุมผ่านทางช่องทางออนไลน์ ที่เจ้าภาพ (host) สามารถควบคุมการเปิด ปิด นำเสนอของคนเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน ความท้าทายของ webinar คือ เนื่องจากคนประชุม อยู่กันคนละที่ ดังนั้น engagement rate จึงเบาบางมาก บางคนเปิดไมค์สวัสดีเพื่อน ๆ ตอนแรก แล้วไปกินข้าวเฉย หรือ on เอาไว้อย่างนั้นแหละ ประหนึ่งว่าชั้นอยู่ แต่ก็เล่นมือถือบ้าง f ของบ้างไปตามเรื่องตามราว (webinar จบนี่ ตัวเบาเลย 55) เออ เข้าใจมันน่าเบื่อ แต่โฟกัสหน่อย อย่างมาก 30 – 40 นาที ก็น่าจะจบแล้ว แล้วเราต้องโฟกัสอะไรบ้าง เพื่อตอบคำถามนายให้ได้ ไปดูกัน


1. Agenda โดยส่วนใหญ่ แต่ละครั้ง host จะบอกตอนต้นไปเลยว่า วันนี้จะพล่ามอะไรบ้าง พอหน้านี้โผล่ขึ้นมา รีบถ่ายรูปไว้เลย มันเหมือนเป็นเข็มทิศชีวิตให้เราว่า วันนี้มีประเด็นสำคัญอะไรที่เราต้องตามบ้าง
2. New projects หลังจากบอก agenda แล้วส่วนใหญ่ host จะยังไม่ทวงอะไรตั้งแต่แรก จะเอานำ้เย็นเข้าลูบ ให้เราตายใจก่อน โดยตอนต้นก็จะบอกว่า จะมี project ใหม่ๆ อะไรบ้าง จะ launch เมื่อไหร่ แต่ละที่ต้องเตรียมอะไร เช่น จะมี leadership course ตัวใหม่ เริ่มเดือนหน้า ให้หัวหน้างานของแต่ละแผนกเข้าเทรน เทรนเนอร์มาจากสำนักงานใหญ่ ข้อมูลพวกนี้ รีบจดเอาไว้คร่าว ๆ เรื่องใหม่ ๆ พวกนี้ต้องบอกนาย ข้ามไม่ได้ค่ะ ถามว่าทำไมต้องจด ถ่ายรูปไม่ได้เหรอ คือถ่ายเอาไว้เป็น reference เวลาจดไม่ทัน แต่การจด มันคือ กระบวนการคิดประมวลผลข้อมูลของเรา ซึ่งสมองมันจะพยายามทำความเข้าใจไปด้วย ระหว่างที่เราจด แต่การถ่ายรูปไม่สามารถให้อะไรแบบนี้กับเราได้ ถ้าเราจดและเข้าใจ นายถามเราจะมีไอเดีย ตอบได้ทันที คนที่ถนัดแต่ถ่ายรูป นายถามก็ต้องเข้าไปหาว่าไอ้ที่ชั้นแคปไว้อยู่ตรงไหน แล้วพอหาเจอ ต้องอ่านระลึกสักพักอีก นายสะบัดบ๊อบเดินไปกินส้มตำแล้ว
3. Key follow up and stats และแล้วช่วงเวลาแห่งความเร้าใจก็มาถึง แม่จะเรียกง่าย ๆ ว่า ช่วงเวลาทวงงานแล้วกัน หรือ excel พาเพลิน โดย host จะพูดถึง ongoing projects ที่แต่ละที่ทำไป progress ของแต่ละคน แล้วนำเสนอเป็นกราฟแท่ง วงกลม กราฟจุด ไข่ปลา บลาๆ ของใคร เป็นยังไงก็เห็นกันตอนนี้ ก็รับบุญกรรม กันไปจ้ะ host ก็จะชมที่ ๆ ทำได้ดี แล้วบางที่ที่ยังไม่ไปไหน อันนี้ จับคร่าว ๆ ว่าของเราอยู่ลำดับเท่าไหร่ ภาพรวมเป็นอย่างไร timeline ที่ต้องทำ project นี้ให้เสร็จคือเมื่อไหร่ อันนี้ฟังไปก็ไม่ต้องเครียดมาก หากอันดับเรายังไม่ดี แต่ละที่มี priorities ไม่เหมือนกัน หากเรามั่นใจว่าเราเสร็จตาม timeline ที่เค้ากำหนดไว้ ก็ไม่ต้องไปหวั่นไหวอะไรมากนะ ใจนิ่ง ๆ แล้วจะดีเอง
4. Next meeting สุดท้าย host จะสรุปว่า ประเด็นหลัก ๆ ในวันนี้คืออะไร แต่ละที่ ควรจะต้อง take action อะไรเพื่อให้ไปในแนวทางเดียวกัน แล้วบอกว่า next meeting เมื่อไหร่ หลังจากนั้นจะเปิด q&a session แต่ละคนมีคำถามอะไรไหม ช่วงนี้ก็คือ deadair หรืออาจจะมีบางคนสวมตำแหน่งเจ้าหนูจำไม ซึ่งพวกเราแบบ เฮ้ย พอแล้วแก ชั้นหิวข้าว เออ ก็ทนฟังไปหน่อย เค้าอาจจะถามอะไรที่เป็นประโยชน์กับเราก็ได้นะ อดทนอีกนิด
เฮ้อ จบซะที webinar แต่ละที นี่ง่วงเนอะ แม่ยอมรับ แต่ในเมื่อ this is the way ก็ต้องทำใจ และปรับท่าทีกับมัน เวลาจบแต่ละครั้ง ทำตารางสรุปง่าย ๆ แบบข้างล่างนี้ เอาไว้เป็นโน้ตของเราเอง เวลานายเรียกถามตอบได้ทันที ไม่ต้องเปิดหาสไลด์ที่ถ่ายเอาไว้
มีโพยแบบนี้อยู่กับตัว ไม่กลัวอะไรแน่นอน meeting ends แต่เราไปต่อแบบสวย ๆ เด้อ

ตัวอย่างการทำสรุป webinar

5 Don’ts for Trainers (Part II)

สัปดาห์นี้เรายังคุยกันต่อถึง 5 อันดับพฤติกรรมที่ไม่ควรทำของเทรนเนอร์ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว lazy.training poll (โพลที่จัดโดยช้านคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันใด) ได้แชร์อันดับ 5,4,3 ไปแล้ว วันนี้ เราจะมาเฉลยว่า อันดับที่ 2 และ อันดับ ที่ 1 สำหรับพฤติกรรมที่ไม่ควรทำของเทรนเนอร์คืออะไร อย่ารอช้า ไปตำกันต่อจ้า

อันดับ 2
ยืนอยู่ที่เดียว

ธรรมชาติของมนุษย์มักจะเลือกโลเคชั่นที่รู้สึกอบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย ฉันใดก็ฉันนั้นเทรนเนอร์ก็มักจะเลือกที่ยืนที่ให้ความรู้สึกมั่นคง และเสริมความมั่นใจเวลาสอน ส่วนใหญ่จะเลือกมุมที่ตัวเองถูกชะตา เช่น มีอุปกรณ์ครบมือ มีคนเรียนหน้าตาคุ้นเค้ย ที่น่าจะสวมตำแหน่งขุนพลอยพยักให้เราได้ (กราบขอบพระคุณหน้าม้าจำเป็นเหล่านั้น มา ณ ที่นี้ พวกคุณน่ารักสำหรับเราเสมอ) แต่ถ้าติดยืนอยู่แต่มุมเดิม ไม่เคลื่อนย้ายตัวเองเลย ก็สร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้เรียนได้เช่นกัน (นี่คนสอนเป็นสล็อธใช่ไหมแก๊?)

ทางที่ดี
เทรนเนอร์ที่ดีควรจะเปลี่ยนจุดยืนบ้าง เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ยิ่งคนไหนเหม่อ ๆ หรือกำลังจะหลับ ลองเดินเข้าไปยืนใกล้ ๆ ดูซิ รู้สึกตัวทันที
ไม่ต้องห่วง คนเรียนเค้าจะเซนส์แรงมากเรื่องพวกนี้ มันจะเหมือนมีลมพัดวิ้ว เย็น ๆ ผ่านมา รายไหนรายนั้น รู้สึกตัวทันที โดยไม่ต้องปลุกกันออกอากาศให้ขายหน้าใด ๆ แน่นอนเทรนเนอร์มักจะมีมุมที่โปรดปราน ที่ยืนแล้วเสริมฮวงจุ้ย แต่การเคลื่อนย้ายตัวเองไปอยู่มุมต่าง ๆ ของห้องเป็นการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และทำให้ได้เห็นรายละเอียดบางอย่างในคลาส ที่เรามักมองไม่เห็น ถ้ายืนอยู่แต่หน้าห้อง เช่น มีบางคนไม่ได้ชีท มีบางคนกำลังจดโพยหวย หรือแม้กระทั่งมีบางคนแอบดูซีรี่ย์เกาหลี (ช่างกล้าหาญนัก)

อันดับ 1
ยืนแกว่งเลเซอร์ พอยท์เตอร์

และแล้วก็มาถึงอันดับ 1 พฤติกรรมที่รบกวนการเรียนรู้มากที่สุด แต่เทรนเนอร์รู้ตัวน้อยมาก นั่นก็คือ…ถือเลเซอร์ พอยท์เตอร์ กวัดแกว่งไปมา ดูเหมือนไม่มีอะไรเนอะ แต่เป็นการกระทำที่รบกวนการมองสไลด์ของผู้เรียน มองตามแล้วปวดตามาก โฟกัสอะไรไม่ได้เลย เทรนเนอร์มักไม่ค่อยระวัง แล้วเผลอทำ เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่าจะส่งผลต่อผู้เรียน ยิ่งบางคนเพิ่งใช้เลเซอร์ พอยท์เตอร์เป็น แกว่งกันมันเลยพะยะค่ะ อีคนเรียนนี่ กลอกตาตามพอยท์เตอร์กันไม่ทันเลยทีเดียว โอ้ ม้ายยยย หยุดเดี๋ยวนี้นะ

ทางที่ดี
ง่ายมาก ถ้าต้องการเน้นตรงไหน ก็แค่เอาพอยท์เตอร์ ไปจุดไว้ตรงนั้น เอาแบบนิ่งๆ ไม่ต้องแกว่ง แต่มีนะบางคนตื่นเต้นจัด บอกมันสั่นเองค่ะแม่ อันนี้สันนิษฐานว่าอาจตื่นเต้นมากเกินไป หรือเป็นอัลกฮอลิซึ่ม (หากเป็นอย่างหลัง ก็ไปเข้ารับการบำบัดซะนะ) ออกมาจบคลาส ต้องมานั่งฟังปัญหาชีวิตพวกนางอีก

เรื่องมันก็เป็นประการฉะนี้ เป็นยังไงบ้างคะ 5 อันดับพฤติกรรมที่ไม่ควรทำของเหล่าเทรนเนอร์ ที่เรานำมาแชร์กันวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ เทรนเนอร์รุ่นใหม่ บางพฤติกรรมก็ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่จงจำไว้ว่าหน้าที่ของพวกเราคือ เอื้อให้ผู้เรียน เรียนรู้ได้มากที่สุด ดั้งนั้นพฤติกรรมไหนที่มันไม่ช่วย ก็ลด ละ เลิก ซะ เรื่องพวกนี้ดูเป็นเรื่องจุกจิกเล็กน้อยแต่นั่นก็ทำให้ คำว่า มืออาชีพ แตกต่างจากมือสมัครเล่น อย่างไม่เห็นฝุ่นเลยค่ะ บ๊าย

Did you know that?
เคยมีการสำรวจจัดอันดับความกลัวที่อเมริกา น่าสนใจมากตรงที่ว่า คนอเมริกันกลัวงู เป็นอันดับ 3 กลัวความสูงเป็นอันดับ 2 และความกลัวอันดับ 1 นั่นคือ การพูดต่อหน้าชุมชน หรือ public speaking (25.3%) ส่วนอันดับที่ 10 รั้งท้ายตาราง คือ กลัวผี โอ้ อาชีพอย่างพวกเรานี่น่ากลัวยิ่งกว่าเจอผีอีกนะเธ้อวว

อ้างอิงจาก Chapman University Survey on American Fears

5 Don’ts for Trainers

สมัยตอนทำงานเป็นเทรนนิ่ง มีอยู่วิชาหนึ่งที่สอนและสนุกมาก เหนื่อยมาก และได้รับแนวคิดดีๆ กลับมามากมายเช่นกัน นั่นคือ วิชา train the trainer ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยศาสตร์การเป็นเทรนเนอร์ที่ดี วิชานี้ทำให้เรามีโอกาสได้เทรนคนที่มีประสบการณ์ บุคลิก พื้นเพที่หลากหลาย ให้คนเหล่านั้นเข้าใจถึงทักษะเบื้องต้นของการเป็นเทรนเนอร์ที่ดี ตลอดเวลาทำงานที่ผ่านมาจนไม่อยากจะนับปี (ความแก่ไม่เคยปรานีใครจ้า) คิดว่าน่าจะสอนวิชานี้ไปเยอะมาก จำนวนนักเรียนที่ผ่านมือแม่น่าจะถึงหลักพันนะ ที่วนเวียนเข้ามาให้เราได้ฝึกปรือกระบวนท่าเหล่านี้ให้พวกเขา เอาเป็นว่า ชอบวิชานี้มาก และรู้สึกจัดมาเยอะ วันนี้เลยเหิมเกริม อยากจัดอันดับพฤติกรรมที่ต้องเตือนกันบ่อยๆ เวลาสอบสอน แต่ก็ย้างงง เผลอทำกันอยู่เนืองๆ ไป ไปตำกันจ้ะ

5 อันดับพฤติกรรมไม่ควรทำของเทรนเนอร์
อันดับ 5 – ยืนบัง screen
เวลาเราเทรนเนี่ย บางทีมันก็ต้องมูฟกันบ้างเข้าใจได้ แต่บางคน กลัวคนอื่นมองไม่เห็นหน้าตัวเองหรืออย่างไร ก็ไปยืนอยู่ตรงหน้าโปรเจ็คเตอร์พอดี แล้วหน้ามันก็เป็นเงาอะ น่าเกลียดมาก ไม่ควรทำค่ะ บางคนหนักกว่านั้น แม้รู้ว่าตัวเองมายืนตรงจุดที่แสงโปรเจ็คเตอร์ส่อง ก็ยังไม่จากไป ยืนพูดไปเรื่อยๆให้คนเรียนรู้สึกตื่นเต้น นึกว่าเทรนเนอร์โดนเงาราหูเข้าอะไรแบบเนี้ย เฮ้อ เพลีย
ทางที่ดี
หากรู้ตัวว่าหน้าเป็นเงาแล้วเดินออกจากจุดนั้น หาจุดยืนใหม่ที่ทำให้หน้าเราไม่มีเงาด่วน
ทางที่ดีกว่า
หัดใช้ปุ่มพักจอที่มีอยู่ใน laser pointer ให้คล่อง เวลาเราเทรนจะดูเก๋มาก หรือ ไม่มี pointer จริง ๆ ก็อนุโลมให้หาอะไรหนา ๆ มาบังตรงแสงโปรเจ็คเตอร์ เวลาต้องการพักจอ

ใครใช้รุ่นนี้ ปุ่มพักจออยู่ด้านขวาล่าง

อันดับ 4 – ยืนหันหลังให้คนเรียน
ข้อนี้มักเกิดจากเทรนเนอร์ต้องการหันหลังไปดู screen เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเออ เรามาถูกทาง อันนี้ทำได้แต่อย่านาน ถ้านานจะกลายเป็นว่ามาอ่านสไลด์มากกว่ามาเทรน คนเทรนอยู่ข้างหลังจ้ะ หันก้นกลับไปด่วน มองหน้ามองตากันดีกว่าเนอะ
ทางที่ดี
หากไม่แน่ใจว่าเราพูดตรงกับสไลด์หรือไม่ ให้มูฟตัวเองไปอยู่ด้านข้างของห้อง เราสามารถเช็คสไลด์ได้ทันที โดยที่ไม่ lose eye contact กับผู้เรียน
ทางที่ดีกว่า
ใช้ power point presenter view mode ของ Microsoft ให้คล่องซิจ๊ะ (ขายของให้เค้าอี๊ก) ใครไม่รู้จัก แนบลิงค์มาให้

https://support.microsoft.com/en-us/office/use-presenter-view-in-powerpoint-fe7638e4-76fb-4349-8d81-5eb6679f49d7
ช่วยชีวิตเทรนเนอร์ได้มาก อัจฉริยะมาก คอยบอกว่าเราสอนอยู่สไลด์ไหนแล้ว สไลด์ต่อไปคืออะไร (mode นี้อินเลิฟสุด ๆ เพราะรู้สึกอุ่นใจ ที่ได้รู้ว่าชั้นต้องพล่ามอะไรต่อ) สามารถโชว์โน้ตว่าเราต้องอธิบายอะไรเพิ่มแต่ละสไลด์ แถมยังใช้เป็น laser pointer ได้ด้วย (พี่ผลิตมาแบบนี้ เห็นอนาคตบริษัทที่ ขาย laser pointer เลยอะ)

ตัวอย่าง ยืนหันหลังให้คนเรียน ที่เหมือนมาอ่านสไลด์มากกว่ามาเทรน

อันดับ 3 – ยืนกอดอก
คนทำท่านี้บอกได้คำเดียวว่า ไม่ได้เข้าเทรนกับแม่แน่นอน เพราะท่ายืนกอดอกนี้ (ใครอ่านว่า กอ-ดอก ยกมือขึ้นค่ะ) เป็นท่าห้ามมาตรฐานต้นๆที่เรามักพูดกันเสมอว่า ไม่ควรทำเพราะ เป็นภาษากายแบบปิด ที่ไม่เอื้อให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกอึดอัด เหมือนมานั่งเครื่องจับเท็จ มากกว่า มานั่งเทรน
ทางที่ดี
หากใครมีนิสัยติดยืนกอดอก ก็ต้องมีความแน่วแน่ว่าชั้นต้องเลิกแล้วนะ (เข้าใจว่ามันคือนิสัย ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนเน้อ)
ทางที่ดีกว่า
หาท่าอื่นมาทำแทน (ไม่แนะนำท่า เท้าสะเอว เพราะให้อารมณ์พร้อมบวกตลอดเวลา) ควรเป็นท่าที่ทำให้มือไม้เราไม่ว่าง เช่น ท่าประสานมือไว้ข้างหน้าระดับสะโพก หรือ ท่าประสานมือไว้ข้างหน้าระดับเอว หรือใช้เทคนิคหาอะไรมาถือไว้ อย่าง มาร์กเกอร์ เลเซอร์พอยท์เตอร์ มือเราจะได้ไม่เหงา แล้วเผลอไปกอดอกอีก (ไหน ไหนใครยัง กอ-ดอก อีกเหอะ)

ตัวอย่าง ยืนกอดอก ท่าเทรนที่พร้อมจะฟาดฟันผู้เรียนให้แหลกคามือ แม่จ๋าหนูกลัวแล้ว


เป็นไงบ้างคะ สำหรับ อันดับ 5,4,3 ตรงใจใครบ้างหรือเปล่าเอ่ย หรือเคยทำแบบไหนกันมาบ้าง สารภาพมาซะดีๆ นะ โพสนี้เราหยุดไว้ที่อันดับ 3 โพสหน้าเรามาทายกันเล่น ๆ ว่าอันดับที่ 2 และ อันดับที่ 1 คือท่าอะไร ตำกันต่อในสัปดาห์หน้าค่ะ บ๊าย

3 Things To Do Before Your Training


คนเป็นเทรนเนอร์รู้ดีว่า เมื่อเวลาสอนเริ่มใกล้เข้ามา พวกเรามักจะมีอาการร้อน ๆ หนาว ๆวูบวาบตามตัว โดยอาการจะเป็นเยอะ โดยเฉพาะวิชาใหม่ ๆ ที่ต้องสอนครั้งแรก หรือเมื่อต้องสอบสอน (มีคนมาดูแล้วประเมินการสอนของเรา) แต่อาการเหล่านี้จะทุเลาลงได้ ด้วยยาตัวเดียวเลยค่ะ ยาตัวนั้นชื่อ preparation หรือ การเตรียมตัวที่ดีนั่นเอง แต่เตรียมอะไร เตรียมแบบไหน เพื่อให้อาการดังกล่าวลดลง วันนี้เราจะมาคุยให้ฟังค่ะ

1 สัปดาห์ก่อนเทรน
ส่วนใหญ่ เราจะรู้ล่วงหน้ากันอยู่แล้วว่า แต่ละเดือนจะมีหัวข้อเทรนอะไร วิชาไหน ใครเทรนอะไร หากไม่อยากไปร้อนวูบวาบในคลาส ก็จงศึกษาเนื้อหาวิชาดังกล่าว อย่างละเอียด ค้นหรืออ่านเพิ่มเติม จากแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อให้ได้แง่คิดที่หลากหลาย ถามจากผู้รู้ หากมีประเด็นที่เราไม่เข้าใจจริง ๆ ดีกว่าไปสอนผิดในห้อง (เทรนเนอร์ก็คนนะ ไม่ใช่พหูสูต ที่แบบรู้แจ้งทุกเรื่อง) นอกจากนั้น อาจต้องปรับเนื้อหาบางประเด็น เพราะบางที เป็นหลักสูตรที่ส่งมาจากส่วนกลาง ตัวอย่างอาจใช้ไม่ได้ เมื่อมาอยู่ในที่ทางของเรา เช่น กางสไลด์ขึ้นมาเป็น case study ของ resort host (ตำแหน่งพนักงานต้อนรับที่รีสอร์ท) แต่เราสอนพนักงาน city hotel นะ เฮลโหล? เทรนเนอร์บอก อืม ผมก็เพิ่งได้เห็นสไลด์ พร้อมกับพวกคุณนี่แหละ พูดแล้วหัวเราะ แหะ ๆ สาธุ พ่อทำอาชีพนี้เพราะจับฉลากได้เหรอคะ คนเข้าเทรนยืนขึ้นพร้อมกัน ไว้อาลัยให้กับอีนี่ 1 นาที

1 วันก่อนเทรน
หลังจากที่ study เนื้อหาที่จะใช้สอนอย่างหนักหน่วง ใครชวนไปกินข้าวกลางวันก็ไม่ไป ปิดห้องไม่รับแขก (ยกเว้นนายเรียกหา) ประหนึ่งกบจำศีลมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พรุ่งนี้ก็ถึงเวลา showtime แล้ว เย้ ยังจะเหลืออะไรให้เตรียมอีกล่ะ มีซิจ๊ะ วันนี้เตรียมแบบกรุบกริบพอ จงเอารายชื่อคนเข้าเทรนมาดู มีกี่คน มาจากแผนกไหน แบคกราวนด์คร่าว ๆ อันนี้เผื่อเอาไว้แบ่งกลุ่มทำงาน (ควรให้สมาชิกในกลุ่ม มีความหลากหลาย เช่น มาจากคนละแผนก อายุ เพศ) เรื่องพวกนี้เล็กน้อย แต่จะทำให้คลาสของเรามี output ที่ดีขึ้นการมีข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับผู้เรียน ยังทำให้เราเตรียมโจทย์ หรือยกตัวอย่างให้ใกล้เคียงกับพวกเขา ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหา และนึกภาพตามได้ง่ายขึ้นด้วยนะเออ

1 ชม ก่อนเข้าเทรน
วันนี้สวย ๆ แล้ว แต่ก็พลาดมงได้ง่าย ๆ เลย (ยังอินกับอแมนด้าอยู่) เพราะการมาแบบจะสายแหล่ไม่แหล่ของเหล่าเทรนเนอร์นี่แหละ ถึงจะเตรียมตัวมาดีขนาดไหน หากมา 15 นาที ก่อนคลาสเริ่ม แม่บอกได้คำเดียว ว่าปัง ปังปินาดจ้า เราต้องเตรียม ทั้งคอมพิวเตอร์ โปรเจ็คเตอร์ พอยท์เตอร์ ระบบแสง สี เสียง ภาพ (นี่ยังกับเล่นคอนเสิร์ตเนอะ) อุปกรณ์การสอน มากมาย ยิ่งเป็นสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย ถ้าไปแบบเฉียด ๆ แค่หาปลั๊กไฟไม่เจอ ก็จะร้องไห้แล้ว ดังนั้นทุกอย่างควรเซ็ทอัพเรียบร้อยก่อนคลาสเริ่ม 1 ชั่วโมง เผื่อมีปัญหา เรายังพอมีเวลาแก้ไข หรือถ้าทุกอย่างลงตัวดี เวลาก่อนเริ่มคลาส ควรเป็นเวลา ที่ออกมาต้อนรับคนเข้าเทรน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นการทำ icebreaking แบบไม่ให้ผู้เรียนตั้งตัว ไม่ใช่ไปงมอ่านชีทที่จะใช้สอนอยู่ (มาอ่านอะไรตอนนี้ยะ) คนเรียนมายืนรออยู่หน้าประตูแล้ว ไปจ้ะ ได้เวลาทำตัวเป็นนางงามมิตรภาพแล้ว โบกมือ ทักทาย ยิ้ม เม้ามอย คุยเรื่อยเปื่อยอะไรไป พอก่อนคลาสเริ่มสัก 5 – 10 นาที ค่อยเชื้อเชิญคนเข้าห้องเทรนแบบเนียน ๆ แบบนี้ดูดีมีสไตล์กว่ากันเยอะ

เป็นไงบ้างคะ ยาชื่อ preparation หรือ การเตรียมตัวที่ดี ไม่ยากเลยเนอะ แม่หวังว่าจะทำให้อาการร้อน วูบวาบตอนสอน หายลงไปได้บ้าง หากพวกเราได้นำไปใช้ดู แต่บอกไว้ก่อนนะว่า คำแนะนำนี้ ใช้ไม่ได้ผล หากเจอคนเรียนหน้าตาเหมือนสามีแห่งชาติ อย่างกงยู หรือ วอนบิน มานั่งเรียน แล้วอมยิ้ม หรือหัวเราะให้กับมุกของเรา (อย่ายิ้มแบบนั้น ป้าใจบางหมดแล้ว) อันนี้ก็คงวูบวาบ และใจเต้นแรง ตลอดคลาสอะคะ เหอ เหอ

3 (Please) Do’s in Your Orientation

โพสท์นี้เรายังวนอยู่กับเรื่อง orientation โพสก่อนหน้านี้เราพูดถึง 3 ข้อที่ไม่ควรทำ เมื่อต้องจัดวิชานี้ วันนี้เรามองอีกด้าน เลยเอา 3 สิ่งที่ควรมีในคลาสนี้ มาคุยให้ฟังบ้างถ้าพร้อมแล้ว เชิญไถหน้าจออ่านกันได้ตามอัธยาศัยจ้า

3 สิ่งที่ orientation ควรมี
1. orientation booklet
หมายถึง manual เล็กๆ ที่เราใส่ข้อมูลโดยสรุปที่ได้เทรนกันไป อันนี้ดีมากเพราะเวลาเทรนผู้เรียนจะได้ไม่ต้องจดกันตาเหลือก เทรนเสร็จแล้วนำกลับมาทบทวนบางจุดที่ยังไม่เข้าใจได้ หายยากกว่าชีทที่เราแม็คเป็นชุดๆ ดีไซน์ได้ตามใจปรารถนาหรือตามแบรนด์กำหนด แต่ขอนิดนึงค่ะ ก่อนปริ้นท์มาเย็บเล่มแจก กรุณาอัพเดทความถูกต้องของข้อมูลในนั้นให้เป็นปัจจุบันเสมอ โดยเฉพาะหน้าที่มีบุคคลสำคัญๆ โผล่อยู่ บางทีแจกไปแล้ว อ้าว บ้ง เกลียดตัวเองสุดๆ อืม รูปจีเอ็ม ยังเป็นคนเก่าอยู่เลย ปริ้นท์ไปแล้ว 20 ชุด โอ้ ไม่นะ

2.company tour
หมายถึง ทีมเทรนนิ่งพาทัวร์สถานที่ต่างๆ ในบริษัท เพื่อให้พนักงานใหม่ได้เห็นสถานที่นั้นจริงๆ ว่าอยู่ตรงไหน เพราะบางทีเห็นแต่รูปภาพ ยังนึกไม่ค่อยออก ต้องพาไปเดินดูจริงๆเลย ว่าอยู่มุมนี้ ตรงนี้ เช่น แคนทีน ห้องพยาบาล ห้องนำ้พนักงาน แผนกบุคคล เมื่อพนักงานใหม่เหล่านี้ได้ทำงานจริงๆ แล้วเค้าจะเชื่อมโยงได้ไวกว่า การได้เห็นแต่ในรูป สามารถเดินไปได้เอง เวลาต้องการติดต่อเรื่องต่างๆ หรือเวลามีใครมาถามก็สามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างมั่นใจ เริ่ดจ้า (จริงๆ บอกทางผิดจ้า พี่จ๋ากลับมาก่อน55)

3.nice lunch
ช่วงพักกลางวัน ควรจัดให้มีการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปกินกับพวกหรือแผนกของตัวเอง การรับประทานอาหารร่วมกันเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นกลุ่มเป็นก้อน (อืมคำนี้ดูน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้) แต่ช่วงนี้อนุญาตให้นั่งกระจายกันได้แบบหลวมๆ ตามสไตล์ new normal เด้อ การที่พวกเขา ได้นั่งคุยกันนอกห้อง ได้ผ่อนคลาย หัวเราะ หรือ เม้าท์ถึงรสชาติอาหารร่วมกัน เชื่อซิ พอกลับเข้ามาเทรนช่วงบ่ายจะเม้าท์กันกระจาย จะสนิทกันมากขึ้น นำ้แข็งช่วงเช้าได้อันตรธานไปหมดแล้วเพราะ lunch นี้ และถ้าจะให้ดี หากเป็นธุรกิจอย่างร้านอาหาร หรือโรงแรม ควรให้พนักงานใหม่เหล่านี้ได้สัมผัสบรรยากาศ ประหนึ่งแขกผู้มาใช้บริการจริงๆ พนักงานใหม่ฟินไปตามๆกัน อินเลิฟบริษัทตั้งแต่วันแรกที่เข้าเทรน


เป็นยังไงบ้างคะ สำหรับ 3 ไอเดียในวันนี้ เราเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาแนวทางทำ orientation ของตัวเองอยู่ ลองนำไปปรับใช้ดูตามสไตล์ของแต่ละองค์กรนะคะ ผลเป็นยังไง อย่าลืมมมมม…เล่า สู่ กัน ฟัง (เพลงพี่เบิร์ดลอยมา) จบดื้อๆ

Did you know that?
อัตราการออก (turnover rate) ในช่วงครึ่งปีแรกของการทำงาน นั้นสูงถึง 28% นั่นหมายความว่า หากเรามี activity ที่สามารถ engage พนักงานใหม่เหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และตอบโจทย์ ตัวเลขดังกล่าวก็น่าจะลดลงเน้อ

ปิดคลาสอย่างไรให้ปัง


มีคนเคยกล่าวไว้ว่า… คนมักจะจำสิ่งที่เราพูดตอนแรก กับสิ่งที่เรากล่าวตอนท้ายได้มากที่สุด มิน่า คนถึงจำคำพูดอย่าง โกโบริ ชั้นจะรอคุณที่ทางช้างเผือก ตอนจบคู่กรรม ได้แม่น (ตัวอย่างเก่ามากแม่)…. ฉันใดก็ตาม เทรนนิ่งก็เช่นกัน การปิดเทรนนิ่งให้ปังนั้น ก็มีความสำคัญพอๆกับตอนเปิดเลยทีเดียว หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะช่วงปิด เราต้องการทิ้งสาระบางอย่างให้คนเข้าเทรนได้นำไปตกผลึกความคิดของพวกเขาเอง วันนี้เรามีวิธีปิดคลาส 3 แบบ มาให้เลือกใช้กันค่ะ

แบบที่ 1 – quiz ซิจ๊ะ รออะไร

แบบนี้เหมาะกับเนื้อหาที่เป็น lecture ข้อมูลอัดแน่น โดยเทรนเนอร์จับประเด็นหลักๆ มาตั้งเป็นคำถามช่วงท้ายนี่แหละ อาจทำแบบง่ายๆ โดยเทรนเนอร์อ่านคำถาม ใครรู้ยกมือขึ้นตอบ มีของรางวัลสำหรับร่วมสนุกเล็กน้อย ตอบผิดถูก ไม่ว่ากัน อย่างน้อย สาระสำคัญก็จะได้ผ่านหู ผ่านตาผู้เรียนอีกครั้งหนึ่ง

แบบที่ 2 – creative moodboard

แบบนี้ก็สนุก ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และได้ทำงานร่วมกัน เริ่มจาก
1. เทรนเนอร์แบ่งกลุ่มผู้เรียน 2-3 กลุ่ม
2. แจกอุปกรณ์แต่ละกลุ่ม อันได้แก่ กรรไกร นิตยสาร 2-3 ฉบับ และกาวยู้ฮู (สปอนเซอร์อยู่ไหน เข้าด่วน😂)
3. ให้แต่ละกลุ่มสร้างสรรค์ผลงาน moodboard ภายใต้โจทย์ที่กำหนด (แล้วแต่เรื่องที่เราสอนในวันนั้น) เช่น วัฒนธรรมองค์กรที่เราอยากเห็น ทีมเวิร์คที่ดี พนักงานยุคไฮบริด etc โดยกำหนดเวลากิจกรรมนี้ไว้ที่ 10 นาที
4. หลังจากหมดเวลา ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ moodboard แต่ละกลุ่ม

ตัวอย่าง moodboard

แบบที่ 3 – last action plan hero
แบบนี้ เหมาะกับคลาสที่ดูจริงจัง เนื้อหาจัดจ้าน มุ่งเน้นให้เห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นรูปธรรม
1 เทรนเนอร์แบ่งกลุ่มผู้เรียน 2-3 กลุ่ม
2. ให้แต่ละกลุ่มร่วมกันคิด action plan และ goals ที่คาดหวังจะได้รับซึ่งก็คือ เนื้อหาหลักๆของเรื่องที่เทรนในวันนั้นเช่น 3 action plan ในการเพิ่มยอดขาย
3. ให้แต่ละกลุ่มเขียน action plan พร้อม goal ขึ้นบน flipchart
4. ผลัดกันนำเสนอ พร้อมอภิปราย

ตัวอย่าง กิจกรรม action plan ที่ให้แต่ละกลุ่มระดมความคิดตามโจทย์


ปิดคลาสคราวหน้าให้ปัง ดัง ระบืออย่าลืมนำเทคนิคง่ายๆที่เราแนะนำในวันนี้ ไปฝึกใช้กันนะคะ เลือกได้ตามสไตล์ที่เราถนัด หรือเนื้อหาที่เราต้องการเน้น เชื่อเถอะว่า แม้ไฟในห้องเทรนจะดับลง หลังจากจบคลาส ไฟดวงนั้นจะยังเปิดอยู่ในใจผู้เรียนเสมอ หากเราปิดให้ปังและมีพลังพอ

3 ข้อคิด เมื่อต้องจัด orientation


Orientation หรือ การปฐมนิเทศน์พนักงานใหม่ เป็นหัวข้อที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นคลาสแรก ที่จะทำให้พนักงานรู้จักองค์กร และเกิดทัศนคติที่ดีต่อบริษัท รวมถึงเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการเทรนด้วย นั่นหมายความว่า หากเราดีไซน์วิชานี้ได้ดีพอ งาน follow up ของ training จะง่ายขึ้นมาก สำหรับหลายๆคน ที่กำลังจะหาไอเดียทำ orientation อยู่ อยากให้อ่าน 3 ข้อคิดนี้ ก่อนเริ่มดีไซน์คลาสนี้กันค่ะ

1. Orientation ไม่ใช่วันเซ็นเอกสารของพนักงานใหม่
เห็นมาเยอะแล้ว ทำกันมาแยะ แต่ก็ยังทำกันอยู่ น่าตีนักพวกเรา นึกภาพนะ พนักงานใหม่ มาทำงานวันแรกตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้นระคน กลัวสาย มาถึง ที่ทำงาน HR ยังไม่โผล่ เทรนนิ่งยิ่งไม่เห็น ยืนแลกบัตรเสร็จที่รปภ สักพัก HR เดินมาหาบอกว่า มาเลยค่ะ มีเอกสารให้เซ็นเพียบ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ประกันหมู่บริษัท จิปาถะ หลังจากนั้น HR คนสวยคนเดิม เดินมาบอกว่า เดี๋ยวเซ็นเสร็จพี่ไปลองยูนิฟอร์มนะคะ สาธุ สวัสดี ยืนไว้อาลัย เจอพนักงานล็อตนี้อีกทีเข้าเทรน10 โมง (คลาสเริ่ม 9 โมงเน้อ) เฮลโหล? ทางที่ดีเอกสารอะไรที่อยากให้เขาเซ็น สามารถส่งไปทางอีเมลก่อนได้เลย เป็นการประหยัดเวลาทั้งสองฝ่าย HR กับ เทรนนิ่งก็ไม่ต้องวิ่งเป็นลิง เวลามีพนักงานมาเริ่มงานด้วย คีพลุคคูลๆของพวกเราเอาไว้ดีกว่าเนอะ


2.Orientation ไม่ใช่ one man show ที่เทรนนิ่งจัดคนเดียว เทรนคนเดียว รวบตึง

จริงอยู่เราคือ เจ้าของงาน หรือ owner project แต่ไม่ใช่เราทำหรือ โชว์อยู่คนเดียว คลาสนี้ควรจะมี guest speaker บ้าง เพื่อให้พนักงานได้เห็นเทรนเนอร์คนอื่น และที่สำคัญควรจะต้องให้ management หรือฝ่ายบริหารเข้ามามีส่วนร่วม รู้ พวกเขาส่วนใหญ่ยุ่งกัน แต่ถ้าเราแพลนดีๆ นัดหมายไว้ล่วงหน้า เราเชื่อว่าพวกเขาพร้อมจะสนับสนุน และเข้ามาช่วย เอาแค่เข้ามาสวัสดี ทักทาย แจกคุกกี้ แค่นี้พนักงานก็ปลื้มปริ่มแล้วนะว่า องค์กรเห็นความสำคัญของพวกเขา

3.Orientation ไม่ใช่วันอัดข้อมูลทุกอย่างให้พนักงาน

วันนี้ทุกคนรู้สึกว่า ต้องให้พนักงานใหม่รู้ทุกอย่างที่ควรจะต้องรู้ แต่ไม่ได้อะไรสักอย่าง นอกจากความเวิ้งว้างในดวงตาของคนเข้าเทรน สงสารอะ ร่ายยาวตั้งแต่ ประวัติบริษัท ผู้ก่อตั้ง วัฒนธรรมองค์กร กฏระเบียบ สวัสดิการ มาตรฐานการแต่งกาย ทางหนีไฟ นโยบายความปลอดภัย การใช้ถังดับเพลิง และอื่นๆอีกมากมาย เฮลโหลอะเกน นี่คือ 1 วันการฝึกอบรมนะคะ ทางสายกลางค่ะพวกเรา เอาแต่พอดีๆ น้า

นี่คือ สิ่งที่เรามองเห็นในหลายๆ ที่ และเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันไม่น่าจะตอบโจทย์เป้าหมายที่แท้จริงของการทำorientation ซักเท่าไหร่ อยากฝากข้อคิดเหล่านี้ไว้ หากใครได้มีโอกาสได้ลองดีไซน์คลาสนี้ดูค่ะ จงจำไว้ว่า สิ่งที่เราทำ แสดงออกถึงสิ่งที่เราเป็น อย่าทำเพราะว่าต้องทำ หรือ เค้าทำกันมาแบบนี้ แต่จงทำเพราะรัก และด้วยใจที่อยากเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวดีขึ้น โลกเทรนนิ่งเล็กๆ ที่หมุนรอบตัวคุณจะสวยงามขึ้นเป็นกองค่ะ

quotes ดีๆที่ช่วยเติมไฟและกำลังใจให้กับการฝึกอบรม

ช่วงนี้หลายๆคนคงเกิดอาการหงอย จากสถานการณ์ ภายในบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องโควิด ที่ขวิดเอาขวัญและกำลังใจจากพวกเราไปมากเหลือเกิน แต่คนทำเทรนนิ่งอย่างพวกเรา จะมามัวหงอยให้เพื่อนพนักงานดูก็คงไม่เข้าท่า อย่ากระนั้นดีกว่า เรามาช่วยกันเติมกำลังใจในการทำงาน และจุดไฟในการเทรนให้กับพี่ๆ น้องๆ ของเรากันค่ะ วันนี้เราเลือก quotes ในการสร้างกำลังใจในการเทรน มาให้เลือกไปใช้ จะปริ้นท์ติดตามทางเดินพนักงาน ใส่ในสไลด์ที่ใช้สอน หรือแม้กระทั่งใส่ตอนลงท้ายอีเมลก็กิ๊บเก๋ไม่เบานะเออ

1.”Tell me and I forgot, teach me and I may remember, involve me and I learn.” (Benjamin Franklin)

หากเธอบอกฉันในเรื่องใด ฉันอาจจะลืม ถ้าเธอสอนฉันในเรื่องนั้น ฉันอาจจำมันได้ แต่ถ้าเธอให้ฉันมีส่วนร่วมในสิ่งใด ฉันจะได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นแน่นอน  (เบนจามิน แฟรงกลิน)

2.Wisdom..,comes not from age, but from education and learning.” (Anton Chekhov)

ภูมิปัญญา ไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่เกิดจากการศึกษา และการเรียนรู้ (แอนตัน เชคอฟ)

3.”The great aim of education is not knowledge but action.” (Herbert Spencer)

จุดมุ่งหมายของการศึกษา ไม่ใช่ก่อให้เกิดความรู้ แต่ต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการกระทำ (เฮอร์เบิรต์ สเปนเซอร์)

4.”Education without application is just entertainment.” (Tim Sanders)

การศึกษาที่ไม่ได้มุ่งเน้น ให้คนเกิดการประยุกต์ใช้ ก็เป็นแค่ความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง

(ทิม แซนเดอร์ส)

5.”Smooth seas do not make skillful sailors.”(African Proverb)

ทะเลที่ราบเรียบ ยากที่จะเกิดกะลาสีเรือที่แก่กล้า (สุภาษิตแอฟริกัน)

6.”Change is the end result of all true learning.” (Leo Buscaglia)

การเปลี่ยนแปลง คือ ปลายทางที่แท้จริงของทุกการเรียนรู้ (ลีโอ บุสคาเกลีย)

7.”Learning is a treasure that will follow its owner everywhere.” (Chinese Proverb)

ความรู้ คือ ทรัพย์สมบัติที่จะติดตามคุณไปทุกหนทุกแห่ง (สุภาษิตจีน)

อินกับ quote ไหน ก็เลือกไปใช้กันได้โลด ในฐานะคนทำเทรนนิ่งเราเชื่อว่าแรงบันดาลใจดีๆ ส่งต่อกันได้ ด้วยวิธีง่ายๆ แบบนี้ ยิ่งในสภาวะที่การส่งกำลังใจแบบระยะประชิด อย่างการกอด จับมือกัน อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น วิธีนี้ก็น่าจะเป็นทางออกง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อะไรมากมาย แต่น่าจะส่งพลังบวกให้เพื่อนๆ คนร่วมอาชีพได้บ้างไม่มากก็น้อย