10 บัญญัติทองของเทรนเนอร์ช่างถาม

นักเขียนบทละครนามอุโฆษ Eugene Ionesco ได้เคยกล่าวไว้ว่า “it is not the answers that enlightened, but the question” แปลได้ว่า คำตอบนั้นแท้จริงมิได้ทำให้เราเกิดปัญญา หากการตั้งคำถามต่อสรรพสิ่งทั้งมวลต่างหาก จะทำให้เราไปสู่การรู้แจ้งในเรื่องนั้น บอกได้เลยว่า มันโคตรจริง และขอคารวะท่านอิอุเนสโก (ชื่อยาวมากค่ะท่าน) ผู้มาก่อนกาลกว่าร้อยปีได้กล่าวความจริงขั้น absolute นี้ไว้ หากเปรียบกับการทำเทรนนิ่ง มันคือช่วงเวลาพาคนเรียนเข้าถำ้ ดำดิน ขุดอุโมงค์ไปเรื่อย ๆ แล้วพาเค้าไปเจอแสงสว่างตรงปลายทาง แต่ความเก๋ของเราอยู่ที่ว่า อาวุธในการขุดเจาะนั้น หาใช่ จอบ เสียมใด ๆ ไม่ แต่มันคือ การใช้คำถามของเราเหล่าเทรนเนอร์นั่นเอง คำถามดี ๆ คำถามโดน ๆ ที่จะเปิดโลกของผู้เรียนให้สงสัย ใคร่รู้ ขบคิด และค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเอง ฉะนั้น วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง “ถาม” ว่าทำไมเราต้องถามในคลาส ถามไปเพื่ออะไร และถามอย่างไร เพื่อจุดไฟความคิดในใจของผู้เรียน พร้อมแล้ว ไปเอาขี้ไต้มา (เด็ก ๆ จะรู้จักสิ่งนี้ไหมหนอ) เดี๋ยวเราจะพาเหล่าเทรนเนอร์ผู้กล้าไปจุดไฟกัน ไป!

ก่อนอื่น มาว่ากันด้วยคำถามแรกก่อนว่า เราถามกัน ไปทำไม? เอาแบบ เบ ๆ ก็คือ ถามเพื่อเช็คว่าเค้าเข้าใจที่เราสอนหรือเปล่า หากมีมุมไหน ตกหล่น เราสามารถอธิบายให้เคลียร์ขึ้นได้ในช่วงนี้ คำถามช่วยให้เกิดการสื่อสารสองทาง ซึ่งดีกว่าการให้เทรนเนอร์พล่ามอย่างเหงา ๆ อยู่คนเดียว คำถามเจ๋ง ๆ ยังกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด และตกตะกอนองค์ความรู้จนต้องพยักหน้าหงึกหงัก และร้องอ๋ออย่างงี้นี่เองในใจบ่อย ๆ คราวนี้มาถึงคำถามสำคัญที่สอง คือ แล้วเราจะถามยังไงดีเพื่อให้เกิดมิติดี ๆ อย่างแม่ว่า ลองคิดคำตอบดูก่อน ซัก 2 – 3 คำตอบ แล้วมาดูเฉลยข้างล่างซิว่า เรามากันถูกทางบ้างไหม
เอางี้ มันมีหลักง่าย ๆ อารมณ์สิ่งที่ควรถาม และไม่ควรถามเวลาใช้ถามในคลาส (ทำไม คำว่า ถาม เยอะจังวุ้ย) แม่ขอเริ่มจาก สิ่งที่เราไม่ควรทำตอนถามในคลาสก่อนแล้วกัน
คำ (ไม่) แนะนำเวลาใช้คำถามในคลาส
⁃ อย่าถามนำ หมายถึง คำถามของเราไม่ควรจะ lead ไปสู่คำตอบ หรือไม่ควรเป็นคำถามที่คนเรียนสามารถคาดเดาคำตอบ (ที่เทรนเนอร์อยากได้ยิน) ได้ นึกภาพเวลาไปตลาดกับแม่แล้ว แม่พูดกับแม่ค้า
แม่เรา : ส้มหวานไหม? แม่ค้า
แม่ค้า : (ร้อยทั้งร้อย) หวานจ้า ใหม่ ๆ เลย
ตัดภาพกลับมาที่บ้าน อืมหวานเนาะ…ร้องไห้

– อย่าถามเสร็จ แล้วตอบเอง อันนี้เหวอมาก เคยเจอเทรนเนอร์แบบนี้ด้วย คือ ถามแล้ว พอไม่มีใครตอบ นางตอบเองเลยจ้า แล้วเป็นอารมณ์ อ่านคำตอบให้ฟังด้วยนะ นี่มันคือ เหวอในเหวอเลยอะ
⁃ อย่าถามหลายคำถามในคราวเดียว อย่าโลภ ไปทีละคำถาม ค่อย ๆ ขุดอุโมงค์ไป ใจเย็น ๆ
⁃ อย่าโบยตี หากคนเรียน ตอบผิด มีวิธีมากมายในการส่งเสริม self-esteem แม้เค้าจะยังตอบไม่ถูก อย่างน้อยเราควรชื่นชม กับความพยายามในการลอง (ตอบ) ของเขา
คำแนะนำเวลาใช้คำถามในคลาส
⁃ จงเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า จะถามช่วงไหน จะถามอะไร ไปทำการบ้านไว้ก่อน
⁃ จงใช้ภาษาที่กระชับ สั้น เข้าใจง่าย ไม่เวิ่นเว้อ
⁃ จงทำความเข้าใจกับทุกคำตอบ ของแต่ละคำถามของเรา หมายความว่า ต้องเข้าใจ main idea ของมันเป็นอย่างดีว่า เราต้องการจะสื่ออะไรแต่ละคำถาม หากคนถามยังไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไร จบค่ะ!
⁃ จงถามซ้ำ หากยังไม่มีใครตอบ แต่ใช้คำที่ง่ายขึ้น (Rephrase)
⁃ จง scope คำตอบให้แคบขึ้น หากคำตอบที่ได้ มานั้น กว้างเกิ๊น (Probe) โดยอาจพูดว่า ลองอธิบายเพิ่มเติม หรือ ยกตัวอย่างได้ไหมคะ
⁃ จงพูดทวนคำตอบซำ้ ให้ทั้งคลาสได้ยิน หากผู้เรียนตอบเบามาก และหลังจากนั้นอาจกระตุ้นให้ทั้งคลาสร่วมกันคิด โดยอาจพูดเป็นคำถามว่า “พวกเราคิดว่าอย่างไรคะ?” Reactions จะมาเป็น 2 แนว หากคำตอบถูกต้อง ผู้เรียนส่วนใหญ่จะพยักหน้ากัน (จุดนี้ชอบมาก เป็นโมเม้นท์ที่น่ารักของคลาสที่คนเป็นเทรนเนอร์เท่านั้นจะได้เห็น) แต่อีกแนวหนึ่งคือ หากคำตอบยังไม่ตรงเท่าไหร่ จะมีคนเรียนบางท่านเสริมให้คำตอบนั้นดูสมบูรณ์ขึ้น (โมเม้นท์นี้เราก็ชอบ ผู้เรียนบางคนมีคาแรคเตอร์คล้ายพระรองซีรีส์เกาหลีที่คอยซับแผลใจ และอยู่ตรงนี้เสมอ)
จบแล้วจ้า เรื่อง การถามในคลาส หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเหล่าเทรนเนอร์เยาวชนรุ่นหลังบ้างนะคะ สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือ สิ่งที่เรากำลังทำ และผลักดันในวันนี้ อย่างเรื่อง การถามในห้องเทรนเนี่ย เราไม่ได้ต้องการแค่ให้คนเรียนเข้าใจเนื้อหา หรือตอบคำถามของเราได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ (learning culture)ให้แทรกซึมเข้าไปในตัวผู้เรียน โดยเริ่มจากการใช้คำถามของเรานี่แหละ แล้ววันหนึ่ง (ในฝันอันสวยงามของแม่) ทุกคนจะมี mindset คิด สงสัย ถาม ตั้งสมมติฐาน และหาคำตอบได้ด้วยตัวของเขาเอง แต่ ณ จุดนี้ แม่คงต้องตื่นจากฝันและไปชงนมให้ลูกก่อนนะ ตัวน้อยตื่นพอดี บั๊ย

เทคนิคพิชิตความเกรียนในคลาส (ตอนจบ)

มาว่ากันต่อกับกระบวนท่าเทรนนิ่งปราบนักเรียนเกรียน หลังจากโพสต์ที่แล้วมีเสียงเรียกร้องว่า ขออีก ขออีก (ใครขอวะ??) ได้เลยจ้า แม่จัดให้อีก 2 กระบวนท่า มา!!

Damage situation 4
ในขณะที่เทรนเนอร์กำลังสอนปาว ๆ อยู่นั้น และเหล่านักเรียนผู้น่ารัก ก็ช่วยกันตอบ กลับมีนักเรียนท่านหนึ่ง หยิบมือถือออกมาเล่นเกมส์อย่างเมามันส์ โดยไม่แคร์สายตาเทรนเนอร์เหยี่ยวเพชรฆาตอย่างเรา

สิ่งที่คิด : มันใช่เวลาไหมแก??? อย่างนี่เค้าเรียก “วอนซะแล้ว อย่างนี้เค้าเรียก วอน วอน วอน ซะแล้ว”
หมายเหตุ : เพลงประกอบอันโบราณคร่ำครึข้างบนนี้ ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับสกุลเงินตราของชาวอันยองนะหลาน ๆ
สิ่งที่ควรทำ :
Step 1 – เทรนเนอร์ควรมูฟตัวไปใกล้ ๆ นักเรียนวอนผู้นั้นพร้อมแผ่รังศีอำมหิตใส่ หากเค้ารับรู้ได้ เค้าจะวางมือถือลง (บุญนางยังมีอยู่นะ ถ้าเป็นแบบนั้น)
Step 2 – หากยังเล่นมือถือต่อโดยมิได้นำพาใด ๆ แนะนำเทคนิคให้เขียน Class Rules และแปะไว้ข้าง ๆ (เหมือนยันต์กันผี 55) แจงกันไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่า เพื่อให้การเทรนเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เรามีกฏเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากขอความร่วมมือทุกคนให้ปฏิบัติร่วมกัน อาทิเช่น on time, focus, participate, keep mobile away เป็นต้น
กลับมาที่คนเล่นมือถือ หลังจากที่เดินไปใกล้ ก็ไม่หยุด เทรนเนอร์เดินกลับมาหน้าห้องเลยค่ะ พูดอารมณ์แอฟ ทักษอร แต่เพ่งกษิณไปที่อีคนเล่นมือถือคนนั้นว่า “อย่างที่เราตกลงกันตั้งแต่ต้นคลาสนะคะ เรื่องการใช้มือถือ (ชี้ไปที่อีแผ่น Class Rules) หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ เชิญนอกห้องค่ะ เพราะสิ่งที่บางคนกำลังทำอยู่ (มองอย่างเลือดเย็นไปที่คนเล่นมือถือที่ชะตาขาดคนนั้น) ทำให้คนอื่นเสียสมาธิ และเป็นการกระทำที่เห็นแค่ความต้องการของตัวเองค่ะ” พูดจบ พยายามตั้งสติ สอนต่อ เชื่อเถอะ คนตั้งใจฟังเรามี แล้วคนเรียนแบบนี้นะ ตั้งแต่แม่เจอมา 99.99% หยุดพฤติกรรมแบบนี้ เวลามาเทรนกับเราโดยสิ้นเชิง เทรนเนอร์ที่รักจ๋า จำไว้ว่า “if you don’t say, that means you accept it” (ถ้าไม่พูด แสดงว่าเราโอเคกับการกระทำแบบนั้นเน้อ ฉะนั้น หัดตัดไม้ข่มนามบ้าง)

Damage situation 5
ในขณะที่เทรนเนอร์ใส วัยสะออนอย่างกิ๊บกำลังฝึกอบรมปฐมนิเทศน์พนักงานใหม่ให้กับพนักงานกลุ่มหนึ่งอยู่นั้น กลับมีนักเรียนผู้แก่กล้า บ้าพลังท่านนึง อารมณ์ถึงชั้นจะใหม่ที่นี่ แต่ชั้นเก๋า และเทพนะเฟ้ย นักเรียนผู้นี้ พยายามพูด และแสดงความคิดเห็นแบบมาเหนือตลอดเวลา จนคนอื่นในคลาสเริ่มงง ๆ ว่าตกลงใครเป็นเทรนเนอร์กันแน่ฟะ

สิ่งที่ (กิ๊บ) คิด : อีนี่ จะมาเหนือไปไหนอะ ทำไมพี่ถึงอยากมีตัวตน แม้กระทั่ง class orientation คลาสเล็ก ๆ อย่างนี้คะ ประสบการณ์เก่าก่อนที่ไหน ๆ ไม่เคยสอนพี่เรื่องมารยาท และการแสดงออกอย่างพองามเวลาเข้ารับการฝึกอบรมเลยหรือเคอะ อีปลวก!!!

สิ่งที่ (กิ๊บ) ควรทำ : นักเรียนประเภทนี้ต้องการ การยอมรับและมีตัวตน หากเค้าไม่ได้พูดอะไรเพ้อเจ้อมากเกินไป หรือแสดงความเห็นที่ดูเป็นการ discredit เราว่าโอเคนะ ดีกว่าเจอคลาสเงียบ ที่ไม่มีเสียงตอบจากสวรรค์ตั้งเยอะ (เรื่องคลาสเงียบนี่ก็หลอน ไปหาอ่านดูจากโพสตเก่า ๆ ได้ ขอแม่ขายของหน่อย เหอ เหอ) ลอง manage เค้าโดยการถาม ให้เค้าแชร์ประสบการณ์เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ถ้าเค้ารู้อะไรที่แตกต่างจากเรา เราอาจได้ข้อมูลดี ๆ ไปใช้สอนคราวหน้า จากคนเรียนประเภทนี้ด้วยซ้ำ หากเราใจกว้างพอ เทรนเนอร์ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด หรือรู้มากที่สุดในคลาส เรามีหน้าที่ให้คลาสดำเนินไป ตามครรลองที่มันควรจะเป็น โดยเปิดโอกาสให้แต่ละคน ได้เรียนรู้จากเราในฐานะเป็นเทรนเนอร์ และแน่นอนจากผู้เรียนด้วยกันเอง น่าจะเป็นอะไรที่สวยงาม และ ดู ideal กว่าการที่เราเป็น center of the universe ทุกสิ่งที่ข้าพูด คือ ความจริงขั้น absolute ห้ามโต้แย้ง และทำการขัดขืนใด ๆ (โอ้ น่ากลัวมากกกกแบบนี้)

จบแล้วจ้า ตอน 2 ของมหากาพย์นักเรียนสยอง แม่หวังว่า คาถาเด็ด 5 เคล็ดวิชานี้ จะทำให้พวกเราเหล่าเทรนเนอร์ผู้กล้า แคล้วคลาดจากนักเรียนแสนเกรียนทั้งหลาย ที่มักจะมีอะไรให้เรา surprise ได้เสมอ แต่นั่นแหละนะ ไม่อยากบอกเลยว่า ทุกครั้งที่เรานึกถึงการสอน นึกถึงบรรยากาศในห้องเรียน ใบหน้านักเรียนเกรียนพวกนี้มักจะลอยนวลอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ
Miss you all เด็กแสบ

เทคนิคพิชิตความเกรียนในคลาส

กระบวนท่าเทรนนิ่งนี่พูดเท่าไหร่ ก็ไม่มีวันจบ มันแตกยอดออกมาได้เรื่อย ๆ ของพวกนี้มันต้องมีวิชา และต้องลงสนามบ่อย ๆ ถึงจะเข้าใจสถานการณ์และนำไปใช้ได้อย่างคล่องมือ เหมือนกับสำนวนที่เค้าว่า practice makes perfect อันแปลง่าย ๆ ตามความเข้าใจของเราว่า มีวิชาแต่หากไม่มีเวลา (ฝึก) ก็เปล่าประโยชน์ แต่หากพอมีของอยู่บ้าง แล้วฝึกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวทักษะและความชำนาญมาเอง รู้ตัวอีกที มีความจัดจ้าน เกินต้านทาน และแดเมจทุกองศาการทำเทรน แล้วจ้า วันนี้เรามีวิชาเอาตัวรอดในคลาสมาฝากกัน หากเราเจอคนเรียนที่ป่วนจัดจ้าน และพร้อมจะเผาผลาญคลาสของเรา เราจะใช้เทคนิคอย่างไร ในการ survive กับความป่วงเหล่านี้ ตามมาจ้า

Damage situation 1
ในขณะที่เทรนเนอร์กำลังสอนอย่างเมามันส์ และเหล่านักเรียนผู้น่ารัก ก็ช่วยกันตอบ กลับมีนักเรียนผู้นึงโพล่งอะไรออกมาที่ไม่เกี่ยวกับ flow ตรงนั้น

สิ่งที่คิด : อยากมองบนใส่ แถมกลอกตาให้อีก 88 รอบ และพูดใส่หน้าว่า “มันใช่ปะแก???”
สิ่งที่ควรทำ : ใช้เทคนิค parking lot ที่มาอย่างเหนือชั้นและดูเป็นการให้เกียรติผู้เรียนท่านนั้นด้วย

เพิ่มเติม – เทคนิค parking lot คือ การหากระดาษฟลิบชาร์จ แปะเอาไว้ข้าง ๆ เวลามีประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้น ให้ทดเอาไว้ในนี้ก่อน หากมีประเด็นไหนหลังจากนั้นที่เกี่ยวข้อง ค่อยโยงกลับมา หรืออธิบายเพิ่มเติม การทำแบบนี้ทำให้เราสามารถ focus อยู่กับเนื้อหา ไม่เสียเวลากับเรื่องที่ไม่ใช่ main point แล้วยังทำให้ผู้เรียนท่านนั้นไม่เสียเซลฟ์ด้วยเด้อ

Damage situation 2
หลังจากที่เทรนเนอร์สุดเฟี้ยวอย่างเราสอนแต่ละประเด็นจบ เราก็อยากทบทวนว่าผู้เรียนเข้าใจมากน้อยเพียงใด จึง review เนื้อหา ด้วยการถามคำถามง่าย ๆ เป็นการทบทวน แล้วเลือกบางท่าน ให้ลองตอบดู แต่ปรากฏว่า เลือกมาท่านแรก และมั่นใจมากว่าเค้าต้องตอบได้ แต่นะ ตอบไม่ได้เลยยยย แง แง

สิ่งที่คิด : อะไรเนี่ย นี่หลอกกันเล่นใช่ไหม ทำไมพี่ตอบไม่ได้คะ หน้าตาพี่ที่ดูเหมือนตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้น จนจบ นี่คืออาไลลล…

สิ่งที่ควรทำ : ลอง rephrase คำถาม โดยถามคำถามเดิม แต่ให้ใช้คำที่เข้าใจง่ายขึ้น ให้เค้าลองตอบดูอีกรอบ แต่ถ้าเค้ายังตอบไม่ได้ ลองให้คนอื่นช่วยตอบดู โดยอาจใช้คำพูดว่า “พวกเราคิดว่าอย่างไร กับคำถามนี้คะ มีใครอยากลองตอบดูไหม”

แบบนี้ดูสวยกว่าเยอะเลย คนที่ตอบไม่ได้ก็ไม่เสียหน้า คนที่อยากตอบ อยากแสดงความคิดเห็น หรืออยากช่วยเพื่อนให้หลุดโมเม้นท์แห่งการตอบไม้ได้นั้นมีแน่นอน

Damage Situation 3
ในขณะที่เทรนเนอร์สอนปาว ๆ ไป ก็มีคนเรียนอยู่ 2 ท่านคุยกันจุ๊กจิ๊กและหัวเราะคิกคักกันมาพักนึงแล้ว จนเราเสียสมาธิ และผู้เรียนท่านอื่นเริ่มหันไปมอง

สิ่งที่คิด : อยากโทรจิตไปด่า “ว่าหยุดเดี๋ยวนี้!! ผีเจาะปากมาพูดหรือไงยะ!!!”

สิ่งที่ควรทำ : กำหนดลมหายใจ เข้าออก สัก 2-3 ครั้ง (เอาธรรมะเข้าข่มนิดนึง) หันไปหา ผู้เรียนที่เม้ามอย กันไม่หยุด แล้วพูดด้วยอารมณ์แอฟ ทักษอรว่า “ตรงนั้น ดูเหมือนจะมีคำถามนะคะ”

รับรอง ทุกสายตาจะพุ่งไปที่ 2 นาง or นายนั่น แล้วเค้าจะหุบปากเอง (บางทีเทรนเนอร์ก็อาจต้องยืมมือคนหมู่มาก ช่วยกันโบยตีพฤติกรรมแบบนี้บ้าง)

วันนี้พอแค่นี้ก่อน พิมมากเดี๋ยวนิ้วล็อก (สังขารอันร่วงโรยหนอ) นี่แค่ 3 เทคนิคนะ ฟังแล้วเอาไปฝึกให้คล่องกันด้วย เวลาเจอบ่อย ๆ นอกจากเราจะใช้จนชิน แล้วยังไม่สะทกสะท้านกับความ damage ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ด้วย โพสต์หน้ายังมี อีก 2 เทคนิค ตามกันต่อน้า
เลิฟยู้ออล

เปิดคลาสอย่างไร ไม่บ้งตั้งแต่ต้น (ภาคต่อ)

หาก ยูเซน โบลต์ นักวิ่งลมกรด ระดับตำนานโลกรู้ถึงอนุภาพและความทรงพลังของการออกตัววิ่งฉันใด เหล่าเทรนนิ่งเยาวชนผู้กล้าอย่างเรา ก็คงจะรับรู้ได้ว่าการเปิดคลาสให้ดีนั้น มีอนุภาพและทรงพลังต่อการเทรนให้ได้ตลอดรอดฝั่งฉันนั้น วันนี้เราจึงมาว่ากันต่อถึงเทคนิคในการเปิดคลาสสุดคลาสสิคอีก 2 วิธีที่รับรองว่า หากได้ลองนำไปใช้ดู รับรองเกร๋กู๊ด ดูดีมีรสนิยม ไม่โดนคนเรียนมองบนใส่แน่นอน ไปจ้า!

เทคนิค 4
Opening with pics
เทคนิคนี้ คือ การเปิดคลาสด้วยภาพ ถือว่าเป็นเทคนิคที่ทรงพลังและเข้าถึงผู้เรียนได้ง่ายกว่าภาษาเขียน หรือคำพูดซะอีก เหมือนที่เค้าว่า one picture is worth a thousand words ที่หมายถึง รูปหนึ่งใบแทนความหมายได้เป็นพันคำ ว่าซั่น แต่ขอเน้นว่า รูปที่เลือกมาใช้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหา และสามารถ lead เข้าสู่หัวข้อเทรนของเราได้จริง ๆ ไม่มีมโน แถสีข้าง แล้วพยายามดำน้ำเข้าสู่หัวข้อของตัวเอง เพราะไม่เช่นนั้น จะเป็นการสร้างความงงให้กับผู้เรียน ตั้งแต่เริ่มคลาสเลยเด้อ (ถือเป็นความบ้งตั้งแต่ต้นนะพวกเรา)
ดูตัวอย่าง

Opening with pic sample for “On boarding Training Program”
(เปรียบเทียบพนักงานใหม่ ในการเริ่มต้นงานในที่ใดที่หนึ่งว่า มีความคล้ายคลึงกับเด็กแรกเกิด)

เทคนิค 5
Opening with VDO
เทคนิคสุดท้ายที่นำมาฝากกันวันนี้นี่เราว่าเริ่ดสุดแล้วในการเปิดคลาส นั่นก็คือ วิดีโอหรือคลิป ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะคนชอบดูมากกว่าชอบอ่านน่ะสิ ภาพเคลื่อนไหวที่ดีมันมีพลัง และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างดีเยี่ยม คนเสพและเข้าถึงง่ายกว่าวิธีอื่น อย่างที่บอกว่า ถ้า ภาพหนึ่งภาพแทนได้เป็นพันคำ แล้วหนึ่งวิดีโอดี ๆ ที่มันคลิก มันโดน จะแทนได้กี่หมื่น กี่ล้านคำเล่า
ทิปส์เบื้องต้น สำหรับการใช้ vdo เปิดคลาส
⁃ อย่ายาว สั้น ๆ เหมือนอารมณ์ teaserหนัง ไม่บอกทั้งหมด แต่เป็นการ warm up เข้าสู่เรื่อง สัก 2 – 3 นาทีพอ
⁃ ทำเองจะดีมาก เพราะ design content ได้เอง และตรงจุด เดี๋ยวนี้ มี app ดีๆ ให้เลือกใช้เยอะแยะ meitu เอย capcut เอย inshot เอย ลองไปเล่นดูว่าอันไหนเหมาะกับจริตเรา
⁃ หากไม่มีเวลา หาเอาใน youtube เยอะแยะ ตาแป๊ะไก่ search จาก keywords เอา แล้วเลือกดูอันที่เหมาะกับเนื้อหา แล้วรีบโหลดมาใช้โลด

เป็นอย่างไรบ้างคะ หวังว่าเทคนิคทั้งหมดที่แม่รวบรวมมาให้ในวันนี้ จะช่วยให้พวกเราออกตัวได้อย่างสวยงามและได้รับชัยชนะในทุกสนามของการทำเทรนนิ่งเน้อ Are you ready? Set…GO!

3 เทคนิคเปิดคลาสอย่างไร ไม่บ้งตั้งแต่ต้น

สำนวนโบราณว่าไว้ว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” คงเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดเพี้ยนนัก สำหรับการทำเทรนนิ่ง แม้ว่าเราจะสู้อุตส่าห์เตรียมตัวมาอย่างดี ท่องแต่ละสไลด์จนหลับตาแล้วด้นออกมาได้เป็นฉาก ๆ แต่หากเปิดคลาสมาอย่างบูดอย่างเบื่อ เปิดมาแล้วคนเรียนหาวหวอด ๆ ท่าจะไม่เข้าที วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ สำหรับการเปิดคลาสมาฝากค่ะ

1.Opening with Quote

เทคนิคแรก ที่อยากแนะนำให้ใช้นี้ เป็นเทคนิคเก่าแก่ classic อมตะนิรันดร์กาล แต่ยังเอามาใช้หากินได้เรื่อย ๆ นั่นก็คือ การนำ quote มาเปิดการเทรน quote ที่นำมาใช้ ไม่ควรบอกบทสรุปของเนื้อหาหรือ พูดถึงเนื้อหามากเกินไป ควรเป็น quote ที่พออ่านแล้วสามารถนำมาคิดต่อหรือ โยงเข้าสู่หัวข้อการเทรนได้

ตัวอย่าง quote เวลาใช้เปิดเทรน

“Your most unhappy customers are your greatest source of learning”

Bill Gates

ขุมทรัพย์ในการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ คือ ลูกค้าที่ไม่พอใจในบริการของเรา –  บิล เกตส์

(หัวข้อเทรน วิธีจัดการเมื่อลูกค้าคอมเพลน)

“The problem is not a problem, the problem is the attitude towards the problem” Jack Sparrow

แท้จริงแล้วปัญหานั้นใช่ปัญหา แต่ทัศนคติต่อปัญหาต่างหากที่เป็นปัญหา 

แจ็ค สแปร์โรว์

(หัวข้อเทรน ทักษะการแก้ปัญหา)

สำคัญมากอยากบอก : 

  • ศิวิไลซ์เทรนนิ่งชน ควรลงเครดิต เจ้าของ quote ทุกครั้ง หากท่านไม่ได้คิด quote นั้นเอง
  • หากมีเวลา แปลเป็นภาษาไทยกำกับไว้หน่อยในแต่ละ quote เป็นการช่วยคนเข้าเทรนบางท่านที่ยังไม่สามารถก้ามข้ามพรมแดนทางภาษาให้เข้าถึงความหมายและอรรถรสของแต่ละ quote ได้ง่ายขึ้น

2.Opening with Question

เทคนิคที่สองในการเปิดคลาส คือ การใช้คำถามเปิดเทรนนิ่ง คำถามที่ใช้ควรเป็นคำถามที่ challenge ความคิด กระตุ้นต่อมเผือกผู้เรียนให้รู้สึกกระวนกระวายว่า คำตอบคืออะไร แต่เรายังไม่บอกคำตอบผู้เรียนตอนนั้น และเราก็ไม่ต้องการให้ผู้เรียนตอบเราในตอนนั้นเด้อ เราแค่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อม ให้ผู้เรียนอยากล้อมวงฟังเราต่อ

ตัวอย่างมา!

  • คุณคิดว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า อาชีพของคุณจะยังคงอยู่หรือไม่

(หัวข้อเทรน การเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ หรือ Disruption )

  • ลองคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจหนึ่งประสบความสำเร็จ

(หัวข้อเทรน การสร้างความผูกพันเพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของเรา หรือ  Customer Loyalty)

3.Opening with Stats

เทคนิคที่สามนี้ ง่ายมาก เอาตัวเลข สถิติ สัดส่วน เปอร์เซนต์ อะไรก็ได้ มาเปิดเป็นสไลด์แรกเลย เพื่อโน้มน้าวผู้เรียนให้เห็นถึงความสำคัญของหัวข้อการเทรนในวันนั้น

ดูตัวอย่าง

  • 75% ของพนักงานที่ลาออก ให้เหตุผลและยอมรับว่า พวกเขามีหัวหน้างานที่ไม่ดี

(หัวข้อเทรน ทักษะการเป็นผู้นำ หรือ leadership skills)

  • มนุษย์เราใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อของ 80% ในขณะที่ใช้เหตุผลเพียง 20%

(หัวข้อการเทรน การเชื่อมโยงทางด้านอารมณ์และความรู้สึกกับลูกค้า)

เป็นไงบ้างคะ สำหรับ 3 เทคนิคที่เรานำมาฝากในวันนี้  หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้อง ๆ เยาวชนคนทำเทรนนิ่งบ้าง นำไปใช้เห็นผลอย่างไร มาเล่าให้แม่ฟังบ้าง เรื่องเปิดนี้ยังไม่จบ ตามกันต่อในโพสต์หน้า (เมื่อลูกหลับ จะมาขยับเมาส์ทันที) บั๊ย

Did you know that?

ผู้เรียนจะใช้เวลาฟังเทรนเนอร์แค่ 60 วินาทีแรกเท่านั้น แล้วจะตัดสินใจว่า เค้าจะปูเสื่อถ่างตาดูต่อ หรือม้วนเสื่อกลับบ้านดี (ในความเปรียบนี้ อาจหมายถึง หลับ เล่นมือถือ คิดเรื่องอื่นเรือยเปื่อย แต่ไม่ได้อยู่กับเราตรงนั้น เข้าใจตรงกันนะ)

Source : Darlene Price, President of Well Said Inc.

เมื่อความเงียบปัง และดังกว่าเสียงเทรนเนอร์

ความฝันอันสูงสุดของเทรนเนอร์คือ คนเรียนมีส่วนร่วม แย่งกันตอบ ผลัดกันออกมาพรีเซนต์ ในทางตรงกันข้าม ฝันร้ายของพวกเราก็คือ การที่คลาสเงียบสงัด และไม่มีเสียงตอบใด ๆ จากคนเรียน แม้จะ build เชียร์อัพ อย่างไรก็ไม่เป็นผล ให้อารมณ์เหมือนสอนซอมบี้ ผสมกับมนุษย์นำ้แข็ง เทรนเนอร์เหมือนคนบ้า พูดอยู่คนเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบคลาส แต่สรรพสิ่งในโลกล้วนมี 2 ด้านเสมอ อันว่าความเงียบนั้นก็ใช่แต่จะเป็นปีศาจร้าย คอยทำลายจิตใจพวกเราเหล่าเทรนเนอร์อย่างเดียว วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่า ความเงียบ (บางช่วง) นั้นสำคัญอย่างไร และเราในฐานะเทรนเนอร์ จะใช้เทคนิคความเงียบให้เกิดประโยชน์อย่างไร ตามแม่มาจ้า
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความเงียบ ไม่ได้น่าเกลียด หรือน่ากลัวแต่อย่างใด เทรนเนอร์ที่ดีไม่ใช่เทรนเนอร์ที่พูดตลอดทั้งคลาส หรือพูดนำ้ไหลไฟดับ speed เร็วกว่านรก เทรนเนอร์ที่ดี ต้องรู้จักคุมจังหวะให้เป็น ผ่อนหนัก ผ่อนเบา รู้ว่าสไลด์ไหนควรผ่อน และสไลด์ไหนควรขยี้ เหมือนนักแสดงชั้นเยี่ยมที่ study แต่ละซีนมาเป็นอย่างดี เพื่อให้การแสดงเป็นธรรมชาติ และเชื่อมโยงอารมณ์กับคนดูมากที่สุด (งานพวกเรานี่ น้องๆ ดารา Oscar เลยวุ้ย) ความเงียบในคลาสบางจังหวะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ย่อยประเด็นต่าง ๆ ที่เรากำลังสอน คิดหรือหาคำตอบกับคำถามที่กำลังอภิปราย ความเงียบยังช่วยขับเน้นประเด็นที่เพิ่งพูดจบให้คม และเด่นชัดขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้เราได้หายใจหายคอหน่อยหนึ่ง เวลานึกไม่ออกว่าต้องพูดอะไรต่อไป (เดี๊ยนเป็นบ่อย😅) คราวนี้ เรามาดูกันว่า 3 จังหวะคลาสสิกที่ถ้าเงียบแล้วเลอค่า เงียบแล้วปัง เงียบแล้วไม่พัง คือช่วงใด มา!
จังหวะที่ 1
After big question

จังหวะแรก คือ เงียบ หลังจากถามคำถาม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหาคำตอบ หรือ reflect ความคิดของพวกเขาเอง
ตัวอย่าง
เทรนเนอร์ : เรื่องการบริการเนี่ย อย่างที่เราคุยกันไป มันเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลอะนะฮะ เดี๊ยนอยากให้พวกคุณลองคิดดูนิดส์นึงว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเคยไปใช้บริการที่ไหน ที่แย่มาก มันเกิดอะไรขึ้น และพวกคุณรู้สึกอย่างไร (เงียบ…)
คนเรียน : (อีเทรนเนอร์ คุณน้าย คุณนายเนอะ😒)

จังหวะที่ 2
After main idea, key message

จังหวะที่สองนี้ แนะว่า ให้เงียบหลังพูดประเด็นสำคัญจบ จะเลอค่ามาก ไม่ต้องด้นต่อ หยุดนิดนึง มันจะเป็นการขับ main idea นั้นให้คมชัดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างมา!
เทรนเนอร์ : จากตัวเลขในสไลด์นี้เห็นได้ชัดเลยว่า คนที่ลาออกจากงานส่วนใหญ่ให้เหตุผลและยอมรับว่า พวกเขามีหัวหน้างานที่ไม่ดี เป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 1 ซึ่งมีสัดส่วนถึง 75%
75% เลยนะคะ (เงียบ…)
คนเรียน 1 : (เยอะอะ 75% แน่ะ)
คนเรียน 2 : (นี่มันเรื่องจริงของชั้นเลยอะ😭)
คนเรียน 3 : (หมดหัวข้อนี้แล้ว ชั้นจะขอเข้าห้องน้ำ ณ จุดนี้ปวดฉี่มาก)

จังหวะ 3
Before bullet points

จังหวะเงียบที่สามนี้ คือ เงียบ ก่อนร่อนต่อ คือ เราโปรย intro มาแล้ว ตัวอย่าง 1 2 3 กำลังมา
ดูตัวอย่าง
เทรนเนอร์ : เห็นไหมคะว่า การบริการที่ดีที่เรามอบให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องนั้นส่งผลดีต่อองค์กรมากเพียงไร (เงียบ… ) คราวนี้เรามาดูกันว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรนั้น คือ ประเด็นใดบ้าง (ตามมาด้วย bullet point 1 2 3 4)

และนี่คือ 3 จังหวะทองของการเงียบ ที่เราแนะนำให้เทรนเนอร์ลองหัดเงียบดูบ้าง แล้วคุณจะพบว่า ความเงียบ ในจังหวะที่ดี มันช่างมีมนต์ขลัง และส่งพลังบางอย่างให้กับผู้เรียนได้จริง ดังบทเพลงของพี่โรแนนที่เคยกู่ร้องก้องโลกไว้ว่า
You say it best, when you say nothing at all..hu hu hu…
(มาอีกแล้ว เพลงฮิตโกลเด้นซองของแม่)

ทำไงดี?…เมื่อคลาสเงียบและไม่มีเสียงเรียกจากคนเรียน

ความฝันสูงสุดของคนทำเทรนนิ่งคือ เมื่อเวลาสอน คนเข้าเทรนแย่งกันตอบ ช่วยกัน brainstorm หรือผลัดกันออกมาพรีเซ้นท์อย่างสนุกสนาน แต่ในความเป็นจริงในชีวิตเทรนเนอร์หาได้เป็นเช่นนนั้นไม่ เทรนเนอร์บางคนรู้ดีว่า บางทีเตรียมตัวมาอย่างดี แต่เจอคนเข้าเรียนประเภท ปราบเซียนอย่าง คุณนายกลัวดอกพิกุลร่วง หรือคุณหลวงเป่าสาก ที่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นป่าช้าได้นั้น น่ากลัวขนาดไหน ฉะนั้นวันนี้ ล้อมวงเข้ามา เราจะมาเล่าให้ฟังถึงเทคนิคการกระตุ้นให้คนเรียน อยากมีส่วนร่วมในคลาส ไม่ต้องใจร้อน เดินไปชงชาสักนิด หยิบถั่วมาสักกำ เคี้ยวไปอ่านไปเพลิน ๆ กับโพสต์ที่จะไม่ทำให้ห้องเทรนของคุณเหมือนเดิมอีกต่อไป กับตอนใหม่ของ lazy training ที่ชื่อว่า ทำไงดี?…เมื่อคลาสเงียบและไม่มีเสียงเรียกจากคนเรียน

Technique#1 – Ask questions
เทคนิคแรกในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมในคลาสคือ การถามคำถามคนเข้าเทรน เพื่อให้ตอบ หรือแสดงความคิดเห็น แนะนำคำถามที่ใช้ ไม่ควรอยากเกินไป ถามเสร็จแล้วทิ้งจังหวะ ให้คนคิดคำตอบนิดนึง หากยังนิ่งและได้ยินแต่เสียงแอร์ในห้องเทรน เริ่มเทคนิคถามใหม่ แต่เป็นถามเฉพาะเจาะจงใครคนใดคนนึง อุณหภูมิห้องจะร้อนขึ้นนิดนึง แต่รับรองเสียงแอร์จะค่อยขึ้น
ตัวอย่าง
เทรนเนอร์ : คำว่า service mind ในความคิดของพวกเราหมายถึงอะไรคะ
คนเรียน : ???
เทรนเนอร์ (ลองใหม่) : คุณยุวดีคิดว่า คำว่า service mind นี่หมายถึงอะไรคะ
ยุวดี : น่าจะหมายถึง ใส่ใจในการบริการ บลาบลาบลา
หมายเหตุ : จุดนี้จงเลือกคน ที่ดูแล้วน่าจะ build ไม่ยาก หากเลือกคนที่พูดน้อย หรือขี้อายมาตอบแต่แรก เราอาจจะได้แต่รอยยิ้มเขิน ๆ จากเขาเหล่านั้น และความเงียบที่ดังขึ้นกว่าเดิมแทน (เข้าทำนองเพลง เป็นความเงียบที่ดังที่สุดในใจฉันนนนนน ของหนุ่มๆเก็ตสึโนวาาาเน้อ)


Technique #2 – Games
มีใครบ้างไม่ชอบเกม ยิ่งมีของรางวัลล่อตาล่อใจยิ่งกระเพื่อมต่อมอยากมีส่วนร่วม แต่ก็ไม่ใช่เล่นเกมตลอดคลาสนะ เอาเป็นว่าดูตามความเหมาะสมของเวลาที่ใช้สอน ไม่ใช่สอนสามชั่วโมงเปิดคลาสมาเล่นเกมไปแล้วจ้าครึ่งคลาสเนอะ เอาแบบพองาม เกมที่ใช้ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหา จะเล่นสนุกโปกฮากันอย่างไรก็แล้วแต่ เทรนเนอร์ที่ดีควรสรุปไอเดียในแต่ละเกมทุกครั้งว่าเราได้อะไรกับกิจกรรมนี้ มันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไปอย่างไร การเล่นเกมช่วยทำให้วาระเนื้อหาที่ดูเหมือนเข้มข้นเจือจางลง ให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย ได้แข่งกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันตอบ แซวกันไปกันมา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และทำให้มวลรวมของคลาสดูไม่หนักจนเกินไป รับรองว่าหากเราเลือกเกมให้เหมาะกับเนื้อหา ขี้คร้าน เทรนเนอร์ต้องบอกว่า ลดเสียงหน่อยค่ะทุกคน มีคนโทรมาบอกว่า ห้องเทรนเสียงดังมาก นึกว่าทะเลาะอะไรกันในนี้ ที่แท้เปล่าเล้ย เกมของชั้นมันทำให้พวกเธอมันส์ไปหน่อยก็เท่านั้นเอง วะฮะฮา (หัวเราะแบบผู้ชนะ)

Technique 3 – Pair Activity
เทคนิคที่สามนี้ เราเรียกว่า เทคนิคลูกแพร์ เอ่อ แม่ไม่ใช่นะจ๊ะ อันนั้นมัน pear จ้า (โทษทีค่ะ เขียนงานตอนใกล้เที่ยง หัวก็มักจะโยงถึงของที่มีในตู้เย็นเสมอ) pair อันนี้ คือ จับคู่นะจ๊ะเด็ก ๆ ข้อดีของกิจกรรมการจับคู่กันทำงาน หรือจับคู่ทำแบบฝึกหัด (exercise) คือ ผู้เรียนจะกล้าแสดงความคิดเห็นและเป็นตัวของตัวเองมากกว่ากลุ่มใหญ่ ยิ่งผู้เรียนขี้อายมาก และไม่ค่อยพูด บางทีการจับเค้าไปทำงานในกลุ่มใหญ่ ๆ อาจจะยิ่งทำให้เค้ายิ่งไม่กล้า ยิ่งกว่าเดิม เพราะเจอเสือ สิงห์ กระทิง แรดในกลุ่มข่มหมด จนแบบถึงชั้นไม่พูด ไม่ลงมือ งานกลุ่มชั้นก็เสร็จอยู่ดีอะ บางคนขี้เกียจพูด แค่เห็นเพื่อนร่วมกลุ่มแสดงความคิดเห็นใส่กันเป็นไฟแล้วเหนื่อย ชั้นขออยู่นิ่ง ๆ เซฟแบตไว้ไปเคลียร์เมลตอนเลิกคลาสดีกว่า ดังนั้นการจับคู่ทำงาน สามารถช่วยให้คนขี้อาย หรือพูดน้อยแสดงความคิดเห็นได้ง่ายขึ้น ส่วนคนพูดเยอะ ก็ต้องพยายามจูนกับคู่ของตัวเอง ให้ทำงานกันออกมาได้ เข้าตำรา สองคนเพื่อนตาย ที่งานนี้มีแค่ชั้นกับแก (จากวันนี้จะมีเรา เราและนาย เพลงพี่เสกมา)

เป็นไงบ้างคะ หวังว่า 3 เทคนิคนี้ น่าจะทำให้เหล่าเทรนเนอร์ผู้กล้ารู้สึกหวาดหวั่นกับความเงียบของผู้เรียนน้อยลง และมีความมั่นใจกับการเทรนแต่ละคลาสมากขึ้นนะคะ แต่ความเงียบใช่ว่าจะเลวร้ายเสมอไป ในโพสต์หน้า เราจะมาเล่าให้ฟังว่า ความเงียบ (บางช่วง) สำคัญอย่างไรในคลาส และเราในฐานะเทรนเนอร์จะนำเทคนิคความเงียบ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ และทรงพลังอย่างไรในห้องเทรนของเรา ตามกันต่อในโพสต์หน้า บั๊ย

How to Shine in Your Next Webinar (II)

6 วิธีเฉิดฉายใน webinar (ตอนจบ)

มาตำกันต่อ ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากยุวดีได้อ่านเคล็ดวิชา เทคนิคการเปล่งแสงใน webinar จาก lazy.training ไป เธอได้ลองนำไปใช้ในการประชุมอาทิตย์ก่อน จนเห็นผล เพื่อน ๆ ทักเข้ามาใน chatbox มากมายว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ยุวดี เปลี๊ยนไป จากเคยนิ่งติ๋ม เปลี่ยนเป็นแซ่บเว่อร์ จน host เผลออุทาน ว่า “this is new Yuvadee!!” เธอไม่ตอบอะไร แต่รับรู้ได้ถึงพลังของโพสต์ที่เธอเพิ่งอ่านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากจบ webinar วันนั้น เธอรีบกลับบ้าน วิ่งเข้าห้อง เปิดคอม เพื่ออ่านโพสต์ how to shine in your next webinar ตอนจบ…และตอนนี้เธออยู่หน้าคอม ค่อย ๆ บรรจงอ่านตอนจบของโพสต์นี้

#Tip 4
Be stylish
แม้ว่าจะเป็นการประชุม online เราควรให้เกียรติผู้เข้าร่วมประชุม การพิถีพิถันในการแต่งตัวแม้ว่าจะอยู่หน้าจอนั้น นอกจากจะเป็นการเสริมภาพลักษณ์ของเราให้ดูดีในสายตาคนอื่นแล้ว (ในกรณีใช้ webcam) ยังเสริมสร้างความมั่นใจให้เราด้วย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนเรามักจะตัดสินกันง่าย ๆ ด้วยภาพลักษณ์ที่เห็น ดังนั้นกรุณา มีสติ! ในการเลือกอาภรณ์ประดับกาย เมื่อต้อง on webcam ประโยคอมตะอย่าง everywhere is a runway ยังใช้ได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่หน้าคอม ที่เราใช้ทำงานทุกวัน การโผล่หน้ามาทักเพื่อนแบบหัวยุ่ง ขี้ตากรัง หน้ามัน เสื้อมีรู แล้วหาวเป็นระยะ นี่แม่ว่าไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นะเคอะ

#Tip 5
Be balanced
เอานะ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ทางสายกลางนั้นดีสุด ตามพุทธสุภาษิต การพยายามเฉิดฉายมากไป อาทิ แย่ง scene เพื่อน พยายามตอบทุกคำถามจนเพื่อน ๆ ไม่ได้ตอบ พูดแทรกชาวบ้าน หรือพูด bluff คนอื่นว่า อ๋อ อันนี้ของเราก็ทำ ของช้านก็มี ไม่เวิร์คเน้อ ดังนั้น จงเฉิดฉายอย่างมีอารยะ และดำรงตนอยู่ในวัฒนธรรมการแสดงออกที่เหมาะสม ถึงจะเรียกว่า บุคคลนั้นได้บรรลุปรมัตถ์สัจธรรมขั้นสูงสุดของการเฉิดฉาย 

Tip 6
Be followed through
หลังจากจบ webinar แต่ละครั้ง หากมี assignment อะไร ก็ส่งให้ host ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น host ขอให้เรา ส่งรายชื่อ ผู้เข้าเรียน leadership course ที่ confirm แล้วภายในวันศุกร์นี้ เราก็ควรส่งให้ตามกำหนด ติ่งนิดนึง เวลาส่งงานทางอีเมลหลังจากจบ webinar เติมความฟรุ้งฟริ้งเผื่อคะแนนจิตพิสัยบ้าง เช่น thank you host สำหรับ webinar ที่ผ่านมามีประโยชน์มากเลยคะ 😊 หรืออาจจะถามบางคำถาม ที่ยังไม่มีโอกาสได้ถาม ในช่วง webinar เช่น มีแฟนรึยังค่ะ (รักเกิดเมื่อ off line) 555 อันนี้ ขำ ๆ นะเด็ก ๆ ก็คำถามอะไรที่เรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาเฉพาะหน่วยเรา ถึงถามไปในนั้นก็เสียเวลาคนอื่น ก็ถามตอนนี้ก็ได้นะ เราก็จะดูเป็นคนใฝ่รู้ เปรียบดั่งนักเรียนที่ชอบนั่งแถวหน้า และมักจะได้คะแนนจิตพิสัยเต็ม 10 แบบ default อะนะ 
 
หลังจากยุวดีอ่านจบ เธอเริ่มรู้สึกว่า จริง ๆ webinar มันไม่ได้ยาก หรือน่าเบื่ออย่างที่เคยคิด หากรู้วิธีจัดการมันดี ๆ เอาละนะ นาง webinar ชั้นจะลองวัดกับหล่อนดูสักตั้ง เธอสูดหายใจลึก เดินออกจากห้องนอน พร้อมสวมแว่นตาดำ อารมณ์ นางเอก Devil Wears Prada ยังไม่ทันก้าวลงบันได แม่ตะโกนมาว่า อายุ ลื้อหยิบไม้จิ้งฟังให้ม้าโหน่ยยย แล้วมืดค่ำ เอาแว่นดำมาส่ายยทำมายยยย…(ม้าก็คือม้าจ้ะ)


วิธีเฉิดฉายใน webinar

โพสต์นี้เรายังวนอยู่กับเรื่อง webinar หลังจากโพสต์ที่แล้ว เราได้แนะนำเทคนิคการ process ข้อมูลหลังจากจบ webinar ไป มีเสียงเรียกร้องมามายมายเหลือเกิน (ตรงไหนอะแม่) ว่าไหน ๆ ก็ต้องอยู่กับมัน งั้นก็จงอยู่กับมันให้สนุก และเปล่งประกายดีกว่า วันนี้เราจึงขอนำเสนอตอน วิธีเฉิดฉายใน webinar หรือ how to shine (like a diamond) in your next webinar พร้อมที่จะเปล่งประกายกันรึยัง? ไปจ้ะ ไปทำให้ชาวบ้านเค้าแสบตากันดีกว่า

Tip #1Be prepared

เหมือนสำนวนที่เค้าว่า งานอะไรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เราจะจัดการมันได้ดี หากเรามีแผนคร่าว ๆ ไม่เว้นแม้แต่การเข้า webinar ก่อนเข้า webinar แต่ละครั้งลองดูคร่าว ๆ ว่า host จะพูดเรื่องอะไรบ้าง เตรียมข้อมูล update ที่เป็นปัจจุบัน ในส่วนของเรา พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับ agenda ในวันนั้น เช่น วันนี้จะพูดเรื่อง leadership course ตัวใหม่ที่ จะ launch เดือนหน้าจากสำนักงานใหญ่ เราควรเตรียมข้อมูลของตัวเองว่า ได้เตรียมงานถึงขั้นตอนไหน มีความพร้อมมากน้อยอย่างไร สิ่งที่เหลือที่ต้องทำคืออะไร นอกจากเตรียมเนื้อหาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ เช็คการใช้งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเรา เช่น คอมแบตพอไหม เสียงออกหรือเปล่า ลำโพงได้ยินไหม เราคงไม่อยากบ้งเวลา host กด unmute ให้เราพูด พอพูดปาว ๆ ไป เพื่อน ๆ เข้ามาใน chatbox แล้วบอกว่า “we can’t hear you!!!” โอ้ ไม่นะ ดังนั้นสำนวนฝรั่งที่บอกว่า If you fail to plan, you plan to fail. (ถ้าคุณล้มเหลวในการวางแผน ก็เท่ากับคุณวางแผนที่จะล้มเหลว แปลอีกตลบหนึ่งได้ว่า หากไม่อยากล้มเหลว ก็จงหยุดสักนิดที่จะวางแผนเด้อ)

Tip #2 – Be on time

แม้เป็นการประชุมออนไลน์ ก็จงเคารพเวลาการเข้าประชุม จริง ๆ แนะนำให้ on ก่อนเวลาเล็กน้อย เผื่อขัดข้องด้านเทคนิคอย่างไร ยังเรียกอัศวินม้าขาว IT มาช่วยได้ทัน การ join meeting late แล้วบอกว่า sorry I just finished my class ไม่คูลเลยเน้อ

Tip #3Be interactive

เป็นผู้เข้าร่วม webinar ที่ดี ฟังและ process ข้อมูลไป (อ่านเทคนิค การ process ข้อมูลใน webinar ได้จากตอนก่อน) response เมื่อ host ถาม หรือ ต้องการ feedback มีเคล็ดลับอีกนิดนึงของข้อนี้คือ be the first one to response เช่น เวลา host ถามให้ตอบเป็นคนแรก บ่อย ๆ host ส่วนใหญ่จะอ่านชื่อแรก ๆ 2 – 3 ชื่อ ที่ response เข้าไป อย่ารอให้เค้าจี้ถาม เทคนิคนี้ เรียกว่า ชิงตอบก่อนห่าม คือ รีบตอบก่อนจะไม่เหลืออะไรให้ตอบ 55 host จะจำเราได้ และเรียกชื่อเราบ่อย เพื่อน ๆ ที่ join ก็จะอิจเราเบา ๆ อีกอันนึงคือ be the last one to ask the question เวลา webinar แต่ละครั้งให้เตรียมคำถามไว้ถาม host ตอนช่วง q & a ด้วย ติ่งนิดนึงว่า ควรเป็นคำถามที่มีนำ้หนักความยาก และ challenge host หรือ participants คนอื่นนิดนึง เป็นคำถามที่ทำให้เกิด controversial เบา ๆ อาจจะยังสรุปไม่ได้ ณ จุดนั้น
ยกตัวอย่างคำถามน่าต(อ)บ
⁃ เรามีวิธีวัดผลให้แน่ใจได้อย่างไรว่า leadership course ตัวใหม่ที่กำลังจะ launch จากสำนักงานใหญ่นี้ จะเป็น วิชาที่เหมาะกับหัวหน้างานของเราจริง ๆ
⁃ สำหรับคนที่ต้องเข้าเทรนรอบนี้ แต่ไม่ได้เข้าเพราะลาหยุดยาว ต้องทำอย่างไร
⁃ หากเรายังต้องการจัด leadership course ตัวนี้ แต่คน confirm ที่จะเข้า น้อยกว่า target เราควรทำอย่างไร

จุดประสงค์ ในการถามคำถามดังตัวอย่างข้างต้น ไม่ใช่เพื่อลองภูมิ host หรือ อวดฉลาดแต่อย่างใด หากเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลัง discuss และเกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มากเราควรถาม เพราะนั่นหมายถึงเรา study เรื่องดังกล่าวมาอย่างดี และมองเห็นบางแง่มุม ที่เป็นช่องโหว่ เดี๋ยวนี้ กึ๋นเค้าไม่ได้ดูกันตอนตอบคำถามอีกต่อไป เค้าดูคนตั้งคำถามต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่างหาก (จริง ๆ เวทีมิสต่าง ๆ น่าจะเลิกช่วงตอบคำถามนะ น่าจะเป็นช่วงตั้งคำถามให้คณะกรรมการตอบท่าจะดี)

แค่นี้ เพื่อน ๆ ก็แสบตากันไม่ไหว รีบควักแว่นมาใส่ หรี่ brightness ตรงหน้าจอกันให้วุ่น เบาได้เบานะเด็ก ๆ โพสต์นี้ยังไม่จบ (กลัวเพื่อนตาบอด 555) มาว่ากันอีก 3 เคล็ดในโพสต์หน้า รักจ้า

แม่เอง

จุดจบของเทรนนิ่ง คือจุดเริ่มต้นของ…

The end of training is the beginning of 3 things

มีคำพูดหนี่งกล่าวไว้ว่า the end of something is the beginning of other things หมายถึง จุดจบของสิ่งใด มักเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งหนึ่งเสมอ เช่นหากเราเลิกกับแฟน ก็ถือว่าเป็นจุดจบ แต่มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการได้ไปท่องเที่ยวในที่ ๆ เราเคยฝันไว้ (พล็อตซีรีส์เกาหลีมากแม่) การเลิกกับแฟน อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหาที่เรียนต่อ ป โท (หลังจากเรื่อยเปื่อยกับอีนี่มานาน) หรือ การเลิกกับแฟนครั้งนี้ อาจทำให้เราได้เริ่มโหลด tinder มาเล่น เผื่อจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเจอคนน่าสนใจใหม่ ๆ เหอเหอ
นั่นแหละนะ ดังนั้นแม่อยากจะบอกว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นจุดเริ่มต้น หรือ จุดจบ สรรพสิ่งในโลก ล้วนต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ไม่เว้นแม้แต่การทำเทรนนิ่ง ที่แม้ว่าเราจะเทรนจบในแต่ละหัวข้อ แต่มันก็เป็นจุดเชื่อมโยง ให้เกิดงานงอกเงย ออกมาได้เสมอ (ดีแล้ว เค้าจะได้จ้างเรานะ) วันนี้เราจะมาคุยกันว่า เมื่อเทรนนิ่งจบ แล้วกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใดบ้าง ตามแม่มา

1. Survey

หลัง training จบสิ่งแรกที่เราควรนำมาประมวลคือ แบบสอบถามของผู้เข้าฝึกอบรม (training evaluation form) เพื่อให้เห็นภาพรวมของคนเข้าเทรนว่า โอเคกับการฝึกอบรมครั้งนี้หรือไม่ เหมือนเวลาเราไปใช้บริการที่ไหน เค้ามักจะให้เรา rate คะแนนความพึงพอใจ คนเข้าเทรนก็คือเหล่าลูกค้า ที่เข้ามาใช้บริการของเรา การรับฟัง และนำความคิดของพวกเค้ามาประมวลจึงสำคัญมาก สรุปเป็นเปอร์เซ็นต์คร่าว ๆ ว่าแต่ละคำถามได้กี่เปอร์เซนต์ และรวบตึงคอมเม้นท์ที่เหล่าผู้เรียนเขียนเพิ่มเติม ตรงนี้อ่านแล้วมีความสุขทุกครั้ง เวลาคนเข้าเทรนเขียนอะไรน่ารัก ๆ เช่น เทรนสนุก ฮามาก ไม่ง่วงเลย (เทรนเนอร์เป็นตลกเก่า ว่าซั่น) หรืออาจจะเม้นท์เรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น แอร์เย็นไปหน่อยค่ะ ขนมเบรกมีน้อยไม่พอกิน หรือชีทน่าจะมีรูปภาพเยอะกว่านี้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนทำให้งานเราดีขึ้น ตรงนี้พอเทรนจบ อ่าน แล้วทำสรุปส่งให้หัวหน้างานที่เกี่ยวข้องหลังจากเทรนจบ จะเริ่ดมาก ข้อมูลตรงนี้ยังนำมาใช้ทำ training summary report ได้ตอนปลายเดือนอีกด้วยนะเออ


2. Stats

มาอีกแล้วจ้า หนีมันไม่พ้นหรอก นี่อุตส่าห์เลือกอาชีพที่ไม่ต้องใช้เลขมากอย่างเทรนนิ่ง พวกเราก็ยังต้องใช้มันอยู่ดี เทรนนิ่งจบควรสรุปภาพรวมเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ว่าเราเทรนพนักงานไปจำนวนเท่าไหร่ มาจากแผนกใด compared กับ target ซิ ว่ายังอีกไกลไหม มีแผนกไหนที่เราวางใจ หรือแผนกไหนที่สมควรได้รับการโบยตี ไม่ต้องกังวล กลัวเค้าไม่รัก ถ้าเราไปจี้งานเค้า จำไว้ว่า เค้าไม่ได้จ้างเราให้มาเป็น นางงามมิตรภาพ ดังนั้นทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำ เราทำตามหน้าที่ของเราจบข่าว (อย่างไรก็ดีศิลปะในการทวงงานก็ยังเป็นสิ่งที่เราควรต้องคำนึงถึง it’s not what you say but how you say it ยังใช้ได้เสมอ) อ้อ stats พวกนี้ก็อย่าทิ้งเช่นกัน นำมาหยอดลงใน monthly report เก็บแต้มบุญของพวกเราต่อไป


3. Sending follow up emails

พอเทรนจบแล้วอะไรที่เราสัญญาจะส่งให้ผู้เรียนก็ส่งด้วยเน้อ อาทิ PowerPoint ที่ใช้สอน, link บทความให้อ่านเพิ่มเติม, ส่ง mail การบ้านให้ผู้เรียนพร้อมนัดวันส่งให้เรียบร้อย, รูปในคลาส อะไรพวกนี้เป็นงานจิปาถะ ที่ต้องทำหลังเทรนทันที อย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ เพราะเรายังต่อกันติดกับผู้เรียนอยู่ ไม่ใช่เทรนจบไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องทวงการบ้าน คนเรียนไฟมอด จำเนื้อหาที่เทรนไปไม่ได้แล้วจ้า

และนี่คือ 3 s ที่ควรเกิดขึ้นหลัง training จบ นั่นคือ survey (สรุปแบบประเมิน), stats (สรุปสถิติผู้เข้าเรียน) และ sending follow – up (ส่งงานตามหลัง) เวียนวนกันเป็น วัฏจักร training เช่นนี้เรื่อยไป หากเรา apply ขั้นตอนเหล่านี้ไปใช้ดี ๆ แม่เชื่อเหลือเกินว่า เทรนนิ่งของเรา จะไม่แน่นิ่งแน่นอนจ้า
Love u all!

แม่เอง