โพสต์ที่แล้วเรากล่าวถึง keywords 2 คำ ที่เราควรจะต้องจำให้ขึ้นใจทุกครั้งในการทำเทรนนิ่ง คำแรกที่เราร่ายกันไปแล้วนั้นคือ คำว่า clarity ก็คือ การเทรนให้ชัด เข้าใจง่าย ไม่เวิ่นเว้อ วันนี้จะขอพูดถึง keyword อีกหนึ่งคำ ที่มีความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าคำแรก นั่นก็คือ คำว่า Engagement

Engagement อ่านว่า เอ็น-เก็จ-มึ้นท์ มันคืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับการทำเทรนนิ่ง ตามข้าพเจ้ามา

คำว่า Engagement จริง ๆ แปลว่า การผูกพัน เราอาจจะเคยได้ยิน ศัพท์พื้น ๆ ของคำนี้ แปลว่า การหมั้น (หมายถึง คนสองคน ผูกผันกันจนถึงขั้นหมั้นหมาย และจะแต่งงานกันนั่นเอง) เอามาใส่กับคำอื่น ที่เราอาจจะเคยได้ยินบ่อย ๆ ในสายงาน HR เช่น employee engagement หมายถึง ความผูกพนักงานของต่อองค์กร หรือ engagement rate ในวงการ social media ที่หมายถึง การที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับสื่อนั้นนี้ ในแง่มุมต่าง ๆ เช่น กด like กด share คอมเม้นท์ สับตะไคร้กันไป แล้วคำว่า engagement ในการทำเทรนนิ่ง หมายถึง อะไร??

เด็ก ๆ อาจจะถามว่า มันไม่เหมือนกับ participation ที่แปลว่า การทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับการทำเทรนนิ่งหรือแม่?

มันก็ไม่เหมือนซะทีเดียวนะลูก จะเรียกว่า participate เนี่ย เป็นแค่ผลเบื้องต้น แต่จริง ๆ แล้วผู้สอนอย่างเรา อยากให้ผู้เรียน engage มากกว่า เรียกว่า engage นั้นเป็นขั้นกว่า ของ participate แล้วกัน เหมือนไปเดทกับผู้ แล้วผู้มาปรากฏกาย ก็ถือว่า มา participate ในการเดทนี้ แต่เค้าอาจจะไม่ได้หืออือ ฟัง ถาม ตอบกับทุกคำถาม หรือตื่นเต้นไปกับท่ากินหอยเป๋าฮื้อ อันแสนเซ็กซี่ขยี้ใจของเราก็ได้นะ เข้าใจไหมเด็ก ๆ เรียกว่า participate เนี่ยเป็นแค่การแสดงออกว่ามา มีตัวตนอยู่ แต่ความคิด หรือ จิตใจ อาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้น (ชะนีแอบเศร้าเบา ๆ) ดังนั้น หากเราต้องการฝึกปรือวิทยายุทธ์การเทรนของเรา ให้เข้าขั้นปรมัตถ์ ต้องระลึกถึงคำว่า class engagement เอาไว้ให้ดี

แล้วทำไงดีให้เกิด class engagement ในคลาสของเรา อ่ะ!

วันนี้เราเลยคัดสรร 3 วิธีในการสร้าง class engagement มาฝากค่ะ

วิธีที่ 1 – ทำใจ! (พร้อมยื่นซองยาทัมใจให้ ) เด็ก ๆ เกิดทันกันมั้ยเอ่ย? เหอ เหอ

ก็บอกแล้วว่าเดี๊ยนจะไม่พูดอะไรที่มันไม่จริง และใช้ไม่ได้อะค่ะ
มันเป็นเรื่องปรกติมาก ที่ความคิดของคน จะไม่ได้อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งตลอดเวลา ซึ่งถ้าเค้าเหม่อ หาว หรือ เล่นมือถือบ้าง ก็จงอย่าโบยตีตัวเองมากเกินไป ก็มองว่ามันมีได้ แล้วพอเราสังเกตเห็น เราก็หาโน่นนี่นั่น นำผู้เข้าเทรนที่ล่องลอย จิตหลุดเหล่านั้นให้กลับมาอยู่กับเนื้อหาวิชาของเรา

วิธีที่ 2 – ถามคำถาม
คนสอนเก่ง ต้องถามเก่งและเลือกใช้คำถามให้เหมาะกับสถานการณ์ว่าเราต้องการอะไร จะใช้คำถามปลายเปิด ปลายปิด ลักปิดลักเปิดอะไรก็ว่ากันไป รู้แต่ว่า คำถามของเราต้องนำผู้เรียนไปสู่บทสรุปของแต่ละไอเดียได้ ก็เท่านั้นเอง

วิธีที่ 3 – Reflection sheet
ก็คือ เป็นคำถามใหญ่สุดท้าย แต่ละประเด็น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทบทวนเนื้อหาที่ได้คุยกันไปทั้งหมด ประเด็นไหนสำคัญ ประเด็นไหนที่เค้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ของเค้าได้บ้าง ให้เราทำขึ้นสไลด์ เป็นคำถาม หรือทำเป็นกระดาษให้เขียนตอบค่ะ
ตัวอย่าง – จากเนื้อหาของบทที่ 4 เรื่อง การบริการเกินความคาดหมาย ท่านสามารถทำสิ่งใดในแผนกของท่านได้ทันที เพื่อมอบบริการที่เกินความคาดหมาย ให้กับแขกได้บ้าง ข้อดีของการให้ทำ Reflection Sheet คือ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวน และมองเห็นประเด็นสำคัญของการเรียนด้วยตัวของพวกเขาเอง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พวกเขาเห็นความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียน กับชีวิตการทำงานจริงของพวกเขาได้อีกด้วย เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสรุปเนื้อหา และเห็นแง่มุมการนำไปใช้ด้วยตัวของพวกเขาเอง Bonus Point ! ก็คือ ช่วงทำ Reflection Sheet เทรนเนอร์อย่างเราก็จะได้พักด้วย เพราะช่วงท้ายนี่ เสียงแหบและแตกพร่าแล้ว เห็นใจข้าน้อยด้วย แง

ลองนำไปใช้ดูค่ะ 3 วิธีเด็ดในการเพิ่ม engagement rate ให้กับการเทรนนิ่งของพวกเรา

ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้แค่ partipate แต่ engage กับการเทรนของพวกเราทั้งตัวและหัวใจ

โอ้ จบนำ้เน่ามากวันนี้ บั๊ยยยย

Love you all as always

ก๊วย