กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องของใจตัวเอง หลังจากห่างหายไปนานมาก จากการเขียนโพสต์ (ก็ชีวิตคนมันอัพ ๆ ดาวน์ ๆ อะนะน้อง ๆ หนู ๆ เอ๋ย) เอาเป็นว่า กลับมาเขียนแล้ว ใครคิดถึงเดี๊ยน มามุงเร็ว! ดิชั้นไม่ได้มีเวลามานั่งเขียนบ่อย ๆ นะยะ งานเขียนดี มีน้อย หากไม่รีบอ่าน ผ่านแล้วผ่านเลอนะเออ… (แหม โปรยซะ)

วันนี้เรื่องที่เราอยากจะชวนคุย ก็คงหนีไม่พ้น เรื่องการทำเทรนนิ่ง มีคำถามหนึ่งที่อยากจะถามพวกเราว่า วัตถุประสงค์ ที่เราควรจะต้องไปให้ถึงในการทำเทรนนิ่งแต่ละครั้งคืออะไร พอจะมีคำตอบกันในใจบ้างไหมคะ? คำตอบที่ได้อาจตอบออกมาได้หลายแนว เพราะด้วยความ variety ของหัวข้อ เนื้อหา และกิจกรรม สำหรับเรามี keywords อยู่สองคำที่คิดว่าในฐานะคนทำเทรนนิ่ง ควรจะต้องระลึกถึง และจำให้ขึ้นใจ ใส่บ่าแบกหัวเข้าไว้ ไม่ให้ตกหล่นไป ก็คือ

Clarity (คแล-ริ-ทึ) ออกเสียง “ทึ” ตรงคำสุดท้าย แบบเบา ๆ กรุบ ๆ สไตล์อเมริกันชน ผู้นิยมความ “ทึ” แปลว่า ความชัดเจน แจ่มแจ้ง แดงแจ๋

หมายถึง สอนอะไรก็แล้วแต่ จงสอนให้เคลียร์ เข้าใจง่าย ชัดเจน การสอนนั้น ไม่ควรสร้างความงุนงง สับสน หรือเพิ่มความงงงวย (ง งูจะเยอะไปไหน?) ให้กับผู้เรียนไปอีก สงสารไหม ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาเทรนก็เป็นพนักงานตาดำ ๆ ที่เค้าก็ทำงานเหนื่อย และหนักกันอยู่แล้ว แค่งานที่ทิ้งมา ก็กังวลมากพอแล้ว ยังต้องมานั่งฟังอะไร ที่ดูงง ๆ สับสน เข้าใจยากไปอีก ดังนั้น การเทรนของเรามันต้องเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย เห็นภาพจริง และควรจะต้องนำไปใช้ได้

โอเค เก็ท เด็ก ๆ บอกเยี่ยมแม่ เข้าใจ เห็นภาพ แต่หนูว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนที่แม่พูดขนาดนั้นค่ะ หนูขอเถียง แค่เนื้อหาที่โยนส่งมาให้เรา บางทีให้มาเมื่อวาน แล้วต้องสอนวันนี้ จะมีเวลาอ่านทำความเข้าใจอะไรทัน แค่ดาวน์โหลดสไลด์ออกมาทันเวลาสอนก็ถือว่าบุญโขแล้ว ร้องห้ายยยย…

ใจเย็น ๆ ค่ะเด็ก ๆ เข้าใจ และนับถือใจพวกเราเช่นกัน ในการควบตะบึงสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนออกสอนนั้นไม่ง่ายเลย ไหนจะต้องส่งอีเมลตามคนมาเรียน เตรียมเอกสาร สื่อการสอน เตรียมห้อง และอุปกรณ์จิปาถะเราต่างรู้ดีว่า มันบ้าคลั่งขนาดไหน อย่างไรก็ดี แม่มีคำแนะนำในการสร้าง Clarity ในเนื้อหาการสอนของเราอย่างเป็นรูปธรรมมาฝาก จะไม่พูดว่าต้องเตรียมตัว อ่านมาอย่างดี อะไรอย่างงี้ เพราะคิดว่ามันอุดมคติและโลกสวยไปหน่อย วันนี้คำแนะนำของแม่ออกจะดูเรียล ๆ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเรา ลองดูค่ะ!

Way 1 – อ่านกวาดตา มองหา structure

พอเราเห็น powerpoint slides ที่ใช้สอน รวมถึงข้อมูลการสอนปึกหนาที่พริ้นทออกมา เห็นแล้วอาจท้อใจได้ สูดหายใจเข้า พร้อมพ่นลมออกมาทางปากแรง ๆ สัก 2 – 3 รอบแล้วบอกตัวเองว่า หมดเวลาคร่ำครวญ สะบัดกลองรบได้!!! (เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจเบื้องต้น) เปิดดูคร่าว ๆ ว่าทั้งหมด มีไอเดียหลัก ๆ คืออะไร หลังจากอ่านแบบผ่าน ๆ อย่างไว เราควรจะตอบคำถามเหล่านี้ได้


What – เค้านำเสนอเรื่องอะไร
Why – ทำไมต้องรู้เรื่องนี้ รู้ไปเพื่อ หรือประโยชน์ของมันคือ
How – ขั้นตอน หรือ ทักษะ ที่เค้านำเสนอ ต้องทำอย่างไรบ้าง 1 2 3 4 ว่ามา
How many – มีกี่ขั้นตอน มีกี่หัวข้อย่อย จดไว้
What next – พอรู้เรื่องนี้แล้ว หลังจากนี้ ยังไงต่อ เอาไปต่อยอดอย่างไร
ไอเดียคร่าว ๆ เหล่านี้ทดด้วยดินสอไว้ก่อน เพราะเราจะใช้เป็น structure การสอนของเราต่อไป

Way 2 – ตัดสไลด์ ที่เวิ่น ๆ ออกไปเลอ


เมื่อมันไม่ทัน เราจะพ่นทุกสไลด์ไม่ได้ ไม่มีเวลาวุ้ย เอา structure ของข้อ 1 มาเป็นหมุดหมาย อะไรที่มันเกินจาก structure นั้น ตัดออกไปเลย จะเห็นได้ว่าพอลองตัด slides แล้วมารีวิวดูอีกรอบ ดูดีขึ้นมาทีเดียว ใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง แรก ๆ อาจจะกังวลว่า กลัวเค้าจะตำหนิว่าสอนไม่ครบ ถ้าไอเดียหลักยังคงอยู่ ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวล no worry ตัดโลด

Way 3 – เพิ่ม activities หรือเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติม เพื่อทำให้เรื่องยากกระจ่าง หรือมีอรรถรสขึ้น

ส่วนใหญ่ powerpoint slides ที่ต้นทาง หรือสำนักงานใหญ่ส่งมาเราให้ค่อนข้าง generic กล่าวคือ เค้าจะเขียนไว้กลาง ๆ มันไม่ค่อยมี insights หรือ story ที่น่ารัก มันไม่สนุกอะคะ เปรียบเหมือนพ่อครัว ซึ่งได้ส่วนผสมต่าง ๆ มาแล้วต้องปรุงรสกันนิด ใส่อุมามิหน่อย เพื่อให้คลาสของเรามีสีสันคัลเลอร์ฟูล อาทิเช่น slide พูดเรื่องประวัติบริษัท ก็ไม่ใช่เล่าเป็น milestones ไปเรื่อย พยายามเพิ่มเรื่องเล่าที่ฟังแล้วสนุก เกิดพลัง ก็จะทำให้การเล่าประวัติบริษัทของเรา เก๋ไก๋ชไนเดอร์ขึ้นเยอะเลย

เป็นไงบ้างคะ สำหรับ 3 วิธีที่เรานำมาแนะนำเพื่อช่วยตี clarity ให้กระจายขึ้นฟูในคลาสของเรา (เพิ่งเจียวไข่ให้ลูกกิน เดี๊ยนยังอินกับการขึ้นฟูอยู่ ณ จุดนี้) ยังมีอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่เราจำเป็นต้องไปให้ถึงในการทำเทรนแต่ละครั้ง เรื่องนั้นคืออะไร ตามต่อได้ในโพสต์หน้า วันนี้สวัสดีไปก่อน

“Good communication is the bridge between confusion and clarity”
Nat Turner

Love you all as always

ก๊วย