นักเขียนบทละครนามอุโฆษ Eugene Ionesco ได้เคยกล่าวไว้ว่า “it is not the answers that enlightened, but the question” แปลได้ว่า คำตอบนั้นแท้จริงมิได้ทำให้เราเกิดปัญญา หากการตั้งคำถามต่อสรรพสิ่งทั้งมวลต่างหาก จะทำให้เราไปสู่การรู้แจ้งในเรื่องนั้น บอกได้เลยว่า มันโคตรจริง และขอคารวะท่านอิอุเนสโก (ชื่อยาวมากค่ะท่าน) ผู้มาก่อนกาลกว่าร้อยปีได้กล่าวความจริงขั้น absolute นี้ไว้ หากเปรียบกับการทำเทรนนิ่ง มันคือช่วงเวลาพาคนเรียนเข้าถำ้ ดำดิน ขุดอุโมงค์ไปเรื่อย ๆ แล้วพาเค้าไปเจอแสงสว่างตรงปลายทาง แต่ความเก๋ของเราอยู่ที่ว่า อาวุธในการขุดเจาะนั้น หาใช่ จอบ เสียมใด ๆ ไม่ แต่มันคือ การใช้คำถามของเราเหล่าเทรนเนอร์นั่นเอง คำถามดี ๆ คำถามโดน ๆ ที่จะเปิดโลกของผู้เรียนให้สงสัย ใคร่รู้ ขบคิด และค้นพบคำตอบได้ด้วยตัวเอง ฉะนั้น วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง “ถาม” ว่าทำไมเราต้องถามในคลาส ถามไปเพื่ออะไร และถามอย่างไร เพื่อจุดไฟความคิดในใจของผู้เรียน พร้อมแล้ว ไปเอาขี้ไต้มา (เด็ก ๆ จะรู้จักสิ่งนี้ไหมหนอ) เดี๋ยวเราจะพาเหล่าเทรนเนอร์ผู้กล้าไปจุดไฟกัน ไป!

ก่อนอื่น มาว่ากันด้วยคำถามแรกก่อนว่า เราถามกัน ไปทำไม? เอาแบบ เบ ๆ ก็คือ ถามเพื่อเช็คว่าเค้าเข้าใจที่เราสอนหรือเปล่า หากมีมุมไหน ตกหล่น เราสามารถอธิบายให้เคลียร์ขึ้นได้ในช่วงนี้ คำถามช่วยให้เกิดการสื่อสารสองทาง ซึ่งดีกว่าการให้เทรนเนอร์พล่ามอย่างเหงา ๆ อยู่คนเดียว คำถามเจ๋ง ๆ ยังกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด และตกตะกอนองค์ความรู้จนต้องพยักหน้าหงึกหงัก และร้องอ๋ออย่างงี้นี่เองในใจบ่อย ๆ คราวนี้มาถึงคำถามสำคัญที่สอง คือ แล้วเราจะถามยังไงดีเพื่อให้เกิดมิติดี ๆ อย่างแม่ว่า ลองคิดคำตอบดูก่อน ซัก 2 – 3 คำตอบ แล้วมาดูเฉลยข้างล่างซิว่า เรามากันถูกทางบ้างไหม
เอางี้ มันมีหลักง่าย ๆ อารมณ์สิ่งที่ควรถาม และไม่ควรถามเวลาใช้ถามในคลาส (ทำไม คำว่า ถาม เยอะจังวุ้ย) แม่ขอเริ่มจาก สิ่งที่เราไม่ควรทำตอนถามในคลาสก่อนแล้วกัน
คำ (ไม่) แนะนำเวลาใช้คำถามในคลาส
⁃ อย่าถามนำ หมายถึง คำถามของเราไม่ควรจะ lead ไปสู่คำตอบ หรือไม่ควรเป็นคำถามที่คนเรียนสามารถคาดเดาคำตอบ (ที่เทรนเนอร์อยากได้ยิน) ได้ นึกภาพเวลาไปตลาดกับแม่แล้ว แม่พูดกับแม่ค้า
แม่เรา : ส้มหวานไหม? แม่ค้า
แม่ค้า : (ร้อยทั้งร้อย) หวานจ้า ใหม่ ๆ เลย
ตัดภาพกลับมาที่บ้าน อืมหวานเนาะ…ร้องไห้

– อย่าถามเสร็จ แล้วตอบเอง อันนี้เหวอมาก เคยเจอเทรนเนอร์แบบนี้ด้วย คือ ถามแล้ว พอไม่มีใครตอบ นางตอบเองเลยจ้า แล้วเป็นอารมณ์ อ่านคำตอบให้ฟังด้วยนะ นี่มันคือ เหวอในเหวอเลยอะ
⁃ อย่าถามหลายคำถามในคราวเดียว อย่าโลภ ไปทีละคำถาม ค่อย ๆ ขุดอุโมงค์ไป ใจเย็น ๆ
⁃ อย่าโบยตี หากคนเรียน ตอบผิด มีวิธีมากมายในการส่งเสริม self-esteem แม้เค้าจะยังตอบไม่ถูก อย่างน้อยเราควรชื่นชม กับความพยายามในการลอง (ตอบ) ของเขา
คำแนะนำเวลาใช้คำถามในคลาส
⁃ จงเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า จะถามช่วงไหน จะถามอะไร ไปทำการบ้านไว้ก่อน
⁃ จงใช้ภาษาที่กระชับ สั้น เข้าใจง่าย ไม่เวิ่นเว้อ
⁃ จงทำความเข้าใจกับทุกคำตอบ ของแต่ละคำถามของเรา หมายความว่า ต้องเข้าใจ main idea ของมันเป็นอย่างดีว่า เราต้องการจะสื่ออะไรแต่ละคำถาม หากคนถามยังไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไร จบค่ะ!
⁃ จงถามซ้ำ หากยังไม่มีใครตอบ แต่ใช้คำที่ง่ายขึ้น (Rephrase)
⁃ จง scope คำตอบให้แคบขึ้น หากคำตอบที่ได้ มานั้น กว้างเกิ๊น (Probe) โดยอาจพูดว่า ลองอธิบายเพิ่มเติม หรือ ยกตัวอย่างได้ไหมคะ
⁃ จงพูดทวนคำตอบซำ้ ให้ทั้งคลาสได้ยิน หากผู้เรียนตอบเบามาก และหลังจากนั้นอาจกระตุ้นให้ทั้งคลาสร่วมกันคิด โดยอาจพูดเป็นคำถามว่า “พวกเราคิดว่าอย่างไรคะ?” Reactions จะมาเป็น 2 แนว หากคำตอบถูกต้อง ผู้เรียนส่วนใหญ่จะพยักหน้ากัน (จุดนี้ชอบมาก เป็นโมเม้นท์ที่น่ารักของคลาสที่คนเป็นเทรนเนอร์เท่านั้นจะได้เห็น) แต่อีกแนวหนึ่งคือ หากคำตอบยังไม่ตรงเท่าไหร่ จะมีคนเรียนบางท่านเสริมให้คำตอบนั้นดูสมบูรณ์ขึ้น (โมเม้นท์นี้เราก็ชอบ ผู้เรียนบางคนมีคาแรคเตอร์คล้ายพระรองซีรีส์เกาหลีที่คอยซับแผลใจ และอยู่ตรงนี้เสมอ)
จบแล้วจ้า เรื่อง การถามในคลาส หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเหล่าเทรนเนอร์เยาวชนรุ่นหลังบ้างนะคะ สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือ สิ่งที่เรากำลังทำ และผลักดันในวันนี้ อย่างเรื่อง การถามในห้องเทรนเนี่ย เราไม่ได้ต้องการแค่ให้คนเรียนเข้าใจเนื้อหา หรือตอบคำถามของเราได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ (learning culture)ให้แทรกซึมเข้าไปในตัวผู้เรียน โดยเริ่มจากการใช้คำถามของเรานี่แหละ แล้ววันหนึ่ง (ในฝันอันสวยงามของแม่) ทุกคนจะมี mindset คิด สงสัย ถาม ตั้งสมมติฐาน และหาคำตอบได้ด้วยตัวของเขาเอง แต่ ณ จุดนี้ แม่คงต้องตื่นจากฝันและไปชงนมให้ลูกก่อนนะ ตัวน้อยตื่นพอดี บั๊ย